นายกย้ำ ให้ ศธ.ลดภาระครูที่ไม่เกี่ยวกับงานสอน ให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78829-นายกย้ำ-ให้-ศธ.ลดภาระครูที่ไม่เกี่ยวกับงานสอน-ให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น.html

ข่าวจากไทยรัฐ วันที่ 14 พ.ค.59 จี้ครูลบปรามาสการศึกษาไทยเลวร้าย “ประยุทธ์” อ้อนคืนความสุข คสช. เน้นสอนกระบวนการคิด-ปั้นคนคุณภาพ ชี้ ขรก.แต่ละคนใช้งบรัฐคนละ 25 ล้าน ค่าจ้างจนเกษียณ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมนายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู “คืนความสุขให้ครู คืนครูให้นักเรียน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า เวลาที่เหลืออีกปีกว่าจนถึงปี 2560 ต้องปฏิรูปการศึกษาระยะที่ 1 ให้เสร็จ ขณะนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ แม้ไม่มีปัญหาทั้งหมดแต่ยังตอบคำถามไม่ได้หลายส่วน จึงต้องเอาข้อมูลมาดูว่าบกพร่องตรงไหนและแก้ปัญหาครบถ้วนหรือยัง “ไม่ต้องฟังสัญญาณที่จะปรบมือให้ผม หรือบอกให้สู้สู้ เพราะผมไม่ต้องสู้กับใคร แต่สู้กับตัวเอง สู้กับปัญหา แต่ขอให้ฟังสัญญา และขอให้ครูช่วยคืนความสุขให้ คสช. และประเทศไทย การแก้ปัญหาการศึกษาใช้การเมืองทำไม่ได้ ต้องช่วยกันทุกด้าน และนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ เพราะจะทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีและทำให้คนไทยมีคุณภาพ เป็นคนดี รู้ดี รู้ชั่ว เมื่อครูอยู่ในองค์กรที่มีคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ก็จะเกิดกับเด็ก นี่คือเป้าหมายสุดท้ายที่ผมต้องการ แม้เป็นเรื่องยากที่จะทำในเวลาอันสั้น แต่ถ้าคนไทย 60 กว่าล้านมือช่วยกันก็เป็นไปได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า สิ่งที่ครูต้องทำให้ทันในศตวรรษที่ 21 คือสร้างความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เป็นเรื่อง สอนให้ลองคิดลองทำสิ่งใหม่ ปรับตัวเรียนรู้ด้วยตัวเอง มีเหตุมีผล รู้จักคิดวิเคราะห์เป็นกระบวนการ รู้จักนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ นายกฯกล่าวด้วยว่า ขอให้ ศธ.ลดภาระที่ไม่เกี่ยวกับงานสอน อย่าดึงครูออกจากห้องเรียนไปเป็นวิทยากร หรือเป็นกรรมาธิการในสภาฯ รับเงินจาก ศธ.แต่ไม่ทำงานการศึกษา ต้องดึงคนเก่งเป็นครู และคัดกรองคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามา ไม่ใช่จบอะไรก็ได้มาเป็นครูจนมีปัญหาเรื่องใบประกอบวิชาชีพ หรือไม่ก็ดึงพรรคพวกเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องพัฒนา หากใครเป็น ผอ.ร.ร.นานแล้วไม่พัฒนาก็ต้องมีตำแหน่งทางข้างให้ออกไป ทั้งนี้ ครูต้องลบคำปรามาสที่ว่าการศึกษาของประเทศเลวร้ายว่าความจริงไม่ได้เลว ร้ายอย่างที่ต่างชาติประเมิน และให้ระมัดระวังเรื่องการทุจริตอย่าให้เกิดขึ้นอีก ยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลนี้สนับสนุนการเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึง ม.ปลาย รวมถึงประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แน่นอน. ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 ประเด็นลดภาระครูรับชมคลิปได้ที่ YouTube นี้ เริ่มที่เวลา 1:33:49 ประเด็นลบคำปรามาสการศึกษาไทยเลวร้ายรับชมคลิปได้ที่ YouTube นี้ เริ่มที่เวลา 1:46:08
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78829-นายกย้ำ-ให้-ศธ.ลดภาระครูที่ไม่ เกี่ยวกับงานสอน-ให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น.html
Advertisements

ศ.นพ.วิจารณ์ ชี้สิงคโปร์ประกาศแล้ว แก้ทัศนคติพ่อแม่เลิกบ้าเกรด เน้นความเก่งของผู้เรียน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78839-ศ.นพ.วิจารณ์-ชี้สิงคโปร์ประกาศแล้ว-แก้ทัศนคติพ่อแม่เลิกบ้าเกรด-เน้นควา.html

นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ชี้การพัฒนาครูต้องเปลี่ยนจากการอบรมที่พรากครูจากห้องเรียน และทำให้เกิดอาชีพ “รับจ้างอบรม” เป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เน้นการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ระหว่างครูและผู้อำนวยการรร.โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ต่อ เนื่อง เมื่อเร็วๆนี้ ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ กรุงเทพฯ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพภายในสถานศึกษา” โดยมีวิทยากรทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมีผู้อำนวยการและครูจากโรงเรียนขนาดกลางในเขตชนบทกว่า 100 คนเข้าร่วมจากทั่วประเทศ ศ.นพ.วิจารณ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาว่า กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ถูกต้อง ร้อยละ 90 เป็นการพัฒนาจากภายในห้องเรียน ส่วนกลไกประเมินและพัฒนาภายนอกเป็นเพียงตัวเสริม แต่ประเทศไทยใช้การประเมินภายนอก เพราะหลงที่การวัดผลสัมฤทธิ์ ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีที่สามารถตีตลาดทั่วโลกได้ เพราะใช้มาตรฐานการตรวจประเมินภายในเป็นตัวนำ ปัจจุบันรมว.ศธ.สิงคโปร์ยังออกมาประกาศแก้ทัศนคติพ่อแม่บ้าเกรด และความเก่งของผู้เรียนว่า ไม่ใช่เป้าหมายของคนสิงคโปร์อีกต่อไป แต่สิงคโปร์ต้องการพลเมืองที่มีคุณลักษณะที่ดี ฉะนั้น การพัฒนาครูจึงต้องเปลี่ยนจากการอบรมที่พรากครูจากห้องเรียน และทำให้เกิดอาชีพ “รับจ้างอบรม” เป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เน้นการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ระหว่างครูและผู้อำนวยการรร.โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ต่อ เนื่อง ด้านนายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวถึงการพัฒนาภายในว่า ปัจจุบันสพฐ.มีโรงเรียนจำนวน 30,816 โรง มีความแตกต่างทั้งบริบทและคุณภาพจึงพยายามทำโรงเรียนที่มีคุณภาพที่อยู่ใน กลุ่มรร.มาตรฐานสากล จำนวน 700 กว่าโรงเป็นต้นแบบให้รร.อื่นๆ และเป็นแนวทางให้ผู้ตรวจประเมิน ประเมินความก้าวหน้าว่าเป็นรูปแบบวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ ส่วนจะพัฒนารร.อย่างไรนั้น ต้องคำนึงถึงบริบทและเป้าหมายของผู้เรียนให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ล่าสุดเราใช้รร.ประชารัฐเป็นต้นแบบปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ซึ่งมีแนวคิด ตามที่สสค.ลงไปจุดประกายให้คนในจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หากปล่อยให้รัฐดำเนินการเพียงอย่างเดียวก็จะเกิดข้อจำกัด สำหรับการยกระดับคุณภาพของโรงเรียน ในวงเสวนาได้หยิบยกกรณีศึกษาจากประเทศที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อเป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เริ่มจากตัวอย่างการพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติสายก้าวหน้าที่สุดในโลก จูเลียน ไวท์ลีย์ หัวหน้าผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ ภูเก็ตอคาเดมี เล่าถึงจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติที่มีเครือข่ายหลากหลายใน 56 ประเทศว่า วิธีคิดคือจะทำอย่างไรให้สามารถควบคุมคุณภาพเครือข่ายโรงเรียนเหล่านั้นได้ โดยเขาได้นำเสนอระบบประกันคุณภาพใน 3 ระบบที่รร.นานาชาติภูเก็ต อคาเดมีใช้ ได้แก่ 1) การตรวจเยี่ยมของหลักสูตรของอังกฤษในต่างประเทศ (British Schools Overseas: BSO) เพื่อช่วยให้รร.สามารถพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพ สร้างให้ผู้ปกครองและสาธารณชนเกิดความเชื่อถือในมาตรฐาน เน้นการใช้แบบสอบถาม การประเมินตนเอง การสร้างมาตรฐานและตัวชี้วัดร่วม การตรวจเยี่ยมและการเผยแพร่รายงานสู่สาธารณะ 2) ระบบรับรองมาตรฐานการศึกษาของสภารับรองมาตรฐานการศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ (Council of International Schools Accreditation: CIS) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาคุณภาพผ่านกระบวนการตรวจสอบตนเองอย่างเข้มงวด และการประเมินจากภายนอก และ 3) การวัดประเมินการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง (Learning Architecture, Learning Culture, Learning Ecology: ACE) เป็นวิธีการประเมินในอนาคตที่เน้นการเปลี่ยนถ่ายการเรียนรู้ และให้ค่าการประเมินในหลายมิติ เช่น ความพยายามในการสอนของครู หรือความพยายามในการเรียนของผู้เรียน มากกว่าการดูเพียงคะแนน นอกจากนี้ยังฉายให้เห็นระบบการทำงานและกระบวนการพัฒนาว่า มีรูปแบบอย่างไรและใครต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน “ไม่ว่าจะเป็นการประเมินภายในด้วยวิธีใด สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากการพัฒนาร่วมกันด้วยความสมัครใจ หากคิดเรื่องการพัฒนารร.ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละรร.ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่สุดท้ายต้องนำการประเมินที่ได้สู่การใช้ประโยชน์เพื่อการสนับสนุนการทำ งาน” ด้าน จิมมี่ ทัน นักการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการประเทศสิงคโปร์ จากมุมมองผู้อำนวยการโรงเรียน สะท้อนว่า สิงคโปร์ใช้ระบบ 4P ประกอบด้วย 1) การสร้างจุดมุ่งหมายร่วม (propose) ของรร. กระทรวงศึกษาธิการ พ่อแม่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) คน (people) การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้รับผิดชอบตามบทบาทเพื่อนำสู่เป้าหมาย และความคาดหวังร่วมกัน 3) กระบวนการ (process) สะท้อนถึงการตรวจสอบ และยืนยันความถูกต้อง และ 4) ผลิตผล (product) เน้นการรายงาน แผนการพัฒนารร.และการติดตาม ซึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะมุมมองจากคนภายนอกระบบการศึกษาบนฐานข้อมูลจริง สิ่งสำคัญคือต้องชี้ชัดว่าเป้าหมายร่วมกันจากทุกฝ่ายคืออะไร เพื่อนำไปสู่การวางแผนและต้องส่งผลต่อนักเรียน องค์กรภายนอกจะมีหน้าที่เพียงยืนยันกับสิ่งที่รร.คิดว่าใช่หรือไม่ แต่ครูคือหัวใจในการเคลื่อนสู่เป้าหมาย “คนไทยมักสนใจเฉพาะกระบวนการและผลลัพธ์ แต่สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคนและเป้าหมาย เพราะไม่เช่นนั้นการดำเนินงานอาจผิดเพี้ยน ในส่วนรางวัลและคำขู่จากหน่วยเหนือนั้น ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบต้องไม่ทำให้ผู้บริหารหรือครูหลุดจากหน้าที่หลักคือ การจัดการเรียนการสอน” สำหรับประเทศไทยได้มีมุมมองจากธนาคารโลก โดย ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากธนาคารโลก นำเสนอมิติความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาและแนวทางแก้ไขพบ ว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ทรัพยากรไม่เพียงพอ แต่ยังขาดประสิทธิภาพในการจัดการ ทำให้ไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างโรงเรียนในชนบท และในเขตเมืองและผลสัมฤทธิ์ตกต่ำ เวียดนามซึ่งเคยประสบปัญหาเดียวกันจึงใช้ “ระบบการจัดเก็บข้อมูลโรงเรียน” เพื่อสร้างเป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำด้านทรัพยากรทางการศึกษา ควบคู่กับการสร้างระบบตรวจสอบว่าโรงเรียนปรับปรุงคุณภาพเพียงใด และมีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ในปี 2005 “เราต้องใช้ครูเพิ่มขึ้นถึง 108,000 คนเพื่อจัดสรรให้ได้ครบทุกห้องเรียน ดังนั้นต้องสร้างรูปแบบ “การจัดเครือข่ายโรงเรียนใหม่” เนื่องจาก 85% ของโรงเรียนขนาดเล็ก หรือจำนวน 19,864 แห่ง ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนต่อชั้นเรียน ตั้งอยู่ในระยะการเดินทางไม่เกิน 20 นาทีจากโรงเรียนอื่นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรการเกิดที่ลดลง อย่างไรก็ตามยังมีโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีความจำเป็น เพื่อจำนวน 2,921 แห่ง จุดจัดการที่สำคัญคือการพัฒนาโรงเรียนขนาดกลาง 4,514 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ห่างไกลอีกจำนวน 3,124 แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะกระทบผู้เรียนถึง 1.59 ล้านคน โดยการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนศูนย์กลางที่มีคุณภาพ มีการจัดสรรทรัพยากรและครูให้เพียงพอ และการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับค่าเดินทาง รถรับส่ง หรือการสอนพิเศษเพิ่มเติมแก่นักเรียนที่มาจากต่างโรงเรียน พร้อมกับมีการวางแผนติดตามประเมินผลในระยะยาว ทั้งนี้การยกระดับคุณภาพสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด หัวใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาที่เหมือนกันทั่วโลกคือ “ต้องเริ่มจากความร่วมมือของคนภายในโรงเรียน” โดยแบ่งบทบาทที่ชัดเจนหากมีผู้ช่วยจากภายนอกเข้ามาพัฒนาร่วมกัน ผู้บริหารจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทและความสำคัญมากต่อการพลิกโฉมให้เกิดขึ้นจริง ในโรงเรียน ที่มา สำนักข่าวอิศรา วันที่ 13 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78839-ศ.นพ.วิจารณ์-ชี้สิงคโปร์ประกาศ แล้ว-แก้ทัศนคติพ่อแม่เลิกบ้าเกรด-เน้นควา.html

ให้โรงเรียนประเมินภายในเอง เตรียมประกาศตัวบ่งชี้ใหม่เร็วๆนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78838-ให้โรงเรียนประเมินภายในเอง-เตรียมประกาศตัวบ่งชี้ใหม่เร็วๆนี้.html

“ธีระเกียรติ”เผยศ ธ.เตรียมประกาศตัวบ่งชี้เร็วๆนี้ส่วนภายนอกเป็นหน้าที่”สมศ.” กรอบประเมินคุณภาพการศึกษาใกล้ลงตัว “ธีระเกียรติ” เผย “ศธ.” เตรียมประกาศตัวบ่งชี้เพื่อให้โรงเรียนประเมินภายในเอง ส่วน สมศ.ทำหน้าที่ประเมินภายนอก ย้ำผลประเมินออกมาในรูป ดีมาก ดีปานกลาง พอใช้ ไปจนถึงควรปรับปรุง ไม่มีสถาบันไหนตกประเมิน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.กำลังออกแบบการประเมินคุณภาพการศึกษาในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะใช้ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา โดยการประเมินภายใน จากการศึกษาการดำเนินงาน เห็นว่าควรให้โรงเรียนเป็นผู้ประเมินตนเอง ภายใต้หลักเกณฑ์การประเมินที่ ศธ.จะกำหนดกรอบขึ้นใหม่ ภายใต้นโยบายการปฏิรูปการศึกษา และ 4 มาตรฐาน คือ 1.มาตรฐานผลการเรียนการสอน 2.มาตรฐานการบริหารจัดการศึกษา 3.มาตรฐานการจัดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 4.มาตรฐานระบบประกันคุณภาพ รมช.ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนการประเมินภายนอกเป็นหน้าที่ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ซึ่งจากนี้จะมีการหารือกับ สมศ.เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการประเมินภายนอก ซึ่งยังมีความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับผู้ที่จะทำหน้าที่ในการประเมิน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เบื้องต้นจะต้องมีการทำบัญชีคัดเลือกรายชื่อผู้ประเมินที่ได้รับการฝึกฝน อย่างมีมาตรฐาน และต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการบริหาร เข้าใจโรงเรียนจริงๆ เช่น เป็นผู้บริหารหรืออดีตผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ เป็นต้น ซึ่งเห็นว่าตัวแทนจากส่วนกลางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระจากโรงเรียน ก็สามารถทำหน้าที่ประเมินภายนอกได้เช่นกัน “หากใช้คนจาก สพฐ.หรือ สอศ.ได้ ก็จะสามารถลดงบประมาณของภาครัฐได้ จากที่ผ่านมา สมศ.ต้องจ้างบริษัทภายนอกมาเป็นผู้ประเมิน แต่เรื่องนี้จะต้องมีการหารือเรื่องนี้กับทาง สมศ.ก่อน เมื่อหารือแล้วจะมีการทำคู่มือการประเมินมาตรฐานตาม 4 มาตรฐานข้างต้นส่งไปให้แก่โรงเรียนและวิทยาลัยเพื่อเตรียมความพร้อมในการ เข้ารับประเมินจากภายนอกเช่นกัน และในการประเมินจะไม่มีการแจ้งให้โรงเรียนทราบล่วงหน้า เพื่อจะเป็นการวัดคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่แค่ผักชีโรยหน้า” รมช.ศธ.กล่าว ด้านผลการประเมิน นพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า ในการนำร่องการประเมินครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการชี้ว่าโรงเรียนไหนตกประเมินหรือผ่านการประเมิน แต่เป็นการประเมินเพื่อรับรองว่าคุณภาพในด้านต่างๆ ของโรงเรียนว่าเป็นอย่างไร ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ หรือควรปรับปรุง และเป็นการทดสอบตัวบ่งชี้และวิธีการ รวมไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่ในการประเมินว่า ทำได้ดี ทำได้จริงหรือไม่ ลดภาระให้ครูและสถานศึกษาจริงหรือไม่ เมื่อนำไปใช้แล้ว หากพบปัญหาจะได้นำมาปรับแก้ เพื่อให้ตัวบ่งชี้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมีคุณภาพ. ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 16 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78838-ให้โรงเรียนประเมินภายในเอง-เตรียมประกาศตัวบ่งชี้ใหม่เร็วๆนี้.html

“บิ๊กหนุ่ย”สยบข่าวลือ!! ศธ.บังคับ”ป.2″ขึ้นไปเรียนศาสนา”อิสลาม” รอง ผอ.พศ.เชื่อเป็นไปได้ยาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78819–บิ๊กหนุ่ย-สยบข่าวลือ–ศธ.บังคับ-ป.2-ขึ้นไปเรียนศาสนา-อิสลาม-รอง-ผอ.พศ.html

นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า กรณีมีผู้แชร์ข้อความจากเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ ดร.แสวง นิลนามะ หัวหน้าภาควิชาศาสนาและปรัชญา คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยข้อความระบุถึงแวดวงการศึกษาไทยนับจากนี้เป็นต้นไป เด็กไทยตั้งแต่ชั้น ป.2 ต้องถูกบังคับให้เรียนศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ต้องมีนักวิชาการอิสลามแห่งละ 1 อัตรา ทุกอำเภอต้องมีสุเหร่ามีมัสยิด และทุกจังหวัดต้องมีมัสยิดกลาง และเป็นที่มาของการออกหนังสือระงับการเบิกจ่ายงบประมาณอุดหนุนพระพุทธศาสนา ผ่าน อบจ.และ อบต.ว่า ในฐานะอนุกรรมการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พยายามผลักดันหลักสูตรการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ยังหาช่องทางยาก จึงไม่เชื่อว่าจะมีการนำหลักสูตรของศาสนาหนึ่งไปให้อีกศาสนาหนึ่งเรียน อาจเป็นข้อความที่แชร์กันเพื่อสร้างกระแสมากกว่า เพราะทุกศาสนาต่างเรียนวิชาที่เกี่ยวกับศาสนาของตนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษา ต้องไปถามกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่ามีจริงหรือไม่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ทราบเรื่องแล้ว พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กำชับให้ทำความเข้าใจกับสังคม ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวลือ เป็นเรื่องไม่จริง หวังสร้างความแตกแยกให้กับสังคม ทั้งนี้ การเรียนการสอนหลักสูตรอิสลามศึกษา จะเรียนเฉพาะเด็กที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดภาคใต้ ในโรงเรียนปอเนาะ หรือโรงเรียนตาดีกา ส่วนเด็กที่นับถือศาสนาพุทธยังคงเรียนวิชาพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ไม่มีการบังคับให้เรียนเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามแน่นอน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้โรงเรียนต่างๆ รู้ดีอยู่แล้ว แต่คิดว่าเป็นความตั้งใจของคนที่ต้องการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม จึงอยากให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลหยุดแชร์ข้อความดังกล่าว เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายมากขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดนายแสวง นิลนามะ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Sawaeng nilnama เนื้อหาว่า “ตามที่ได้ปรากฏเฟซบุ๊กชื่อ ดร.แสวง นิลนามะ มีใบหน้า ชื่อ นามสกุล ผมในเฟซบุ๊ก พร้อมปรากฏข้อความในเชิงตั้งข้อสังเกตพาดพิงหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ อันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพี่น้องต่างศาสนา ซึ่งผมให้ความเคารพให้เกียรติเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วนั้น เนื่องจากมีผู้ไม่หวังดีซึ่งหวังผลประโยชน์เฉพาะตน และเฉพาะกลุ่ม ได้ฉกฉวยโอกาสในลักษณะนำไปขยายผล ตั้งเพจต่อต้านรัฐบาล และเบื้องบน ดังนั้น ผมขอยืนยันว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวถูกแฮกข้อมูล และดัดแปลงต่อเติม นำไปใช้โดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อกระผม ต่อรัฐบาล และเบื้องบน ผมจึงขอแจ้งให้งดส่งงดแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จ หากตรวจสอบพบ และทราบว่าท่านใดแชร์ หรือส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ผมในฐานะผู้เสียหายจะดำเนินแจ้งความเพื่อเอาผิดทางกฎหมาย” ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 12 พ.ค. 59 เวลา 12:15 น.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78819–บิ๊กหนุ่ย-สยบข่าวลือ–ศธ .บังคับ-ป.2-ขึ้นไปเรียนศาสนา-อิสลาม-รอง-ผอ.พศ.html

ชำแหละ”กล้องสปาย”สู่ขบวนการทุจริตสอบแพทย์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78799-ชำแหละ-กล้องสปาย-สู่ขบวนการทุจริตสอบแพทย์.html

ชำแหละ‘กล้อง สปาย’เครื่องมือไฮเทคสู่ขบวนการทุจริตโกงสอบแพทย์ : ทีมข่าวอาชญากรรม เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจหลังจากปรากฏข่าวใหญ่กรณี “มหาวิทยาลัยรังสิต” ประกาศยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบที่ 2) ภายหลังตรวจสอบพบหลักฐาน “ทุจริต” การสอบจากนักเรียนผู้เข้าสอบทั้ง 3 คน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา การเปิดโปงขบวนการโกงข้อสอบครั้งนี้ถูกจับได้เมื่อเจ้าหน้าที่พบพิรุธจากผู้ เข้าสอบคนหนึ่งสวมแว่นตาแปลกๆ ก้านสีดำขนาดใหญ่ได้เดินออกจากห้องสอบก่อนเวลา ผู้ควบคุมสอบจึงขอตรวจสอบพบเห็น “กล้องขนาดเล็ก” หรือ “กล้องสปาย” ติดอยู่ ทั้งนี้เมื่อลองนำไปเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นข้อสอบ จึงเชื่อว่ากล้องจากแว่นตาดังกล่าวได้ส่งข้อมูลที่เป็นข้อสอบออกไปยังศูนย์ บัญชาการการที่ถูกตั้งขึ้นอย่าง “เรียลไทม์” เมื่อศูนย์ดังกล่าวทำข้อสอบเสร็จก็จะส่งคำตอบกลับมายังนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ ผู้เข้าสอบ 3 คนที่ถูกจับได้ และเมื่อนำนาฬิกามาตรวจสอบก็พบว่าเป็นข้อสอบที่รอรับคำตอบจากข้างนอก อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าผู้เข้าสอบทั้ง 3 คนนี้มาจากสถาบันกวดวิชาแห่งเดียวกันหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบพบมีเพียงรายเดียวที่ทราบว่ามาจากสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดสิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ปักใจเชื่อคือการทุจริต ดังกล่าวมีรูปแบบทำเป็น “ขบวนการ” ด้วย “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” จากทาง “สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง” ที่เรียกเงินจากผู้เข้าสอบสูงถึง 8 แสนบาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังหาหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงสถาบันกวดวิชาดังกล่าว ว่าเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งให้ผู้เข้าสอบทั้งหมดมาสอบใหม่อีกครั้งวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเทคนิคการโกงข้อสอบด้วยเครื่องมืออิเลกคทรอนิกส์จาก “ผู้เชี่ยวชาญ” การใช้กล้องสปาย (ขอสงวนนาม) ได้รับคำอธิบายว่า กล้องสปายหรือกล้องแอบถ่ายที่ติดตั้งในรูปแบบนาฬิกา ปากกา ไฟแช็ก กระดุม หรือแม้กระทั่งแบตเตอรี่สำรอง เป็นกล้องที่เหมาะกับการทำงานด้านการสืบสวนหรือกรณีของนักสืบ ใช้งานได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง เช่น ห้องประชุม งานสำรวจราคางานเจรจาต่อรองธุรกิจ มีภาพคมชัด เพราะใช้เลนส์คุณภาพสูง ทำให้ภาพออกมาสีสดใส “ขณะที่แบตเตอรี่ในตัวเครื่องสามารถบันทึกภาพวิดีโอได้นาน 60 นาที รองรับเมมโมรี่ชนิดไมโครเอสดี มีใบการันตีรับประกัน สนนราคาเครื่องละ 2,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อและรูปแบบของกล้องที่ติดตั้งในอุปกรณ์ชนิดต่างๆ มีขายทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะตลาดคลองถม บ้านหม้อ วรจักร ฯลฯ” ด้าน “ผู้จำหน่ายกล้องสปาย” (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) บอกว่า กล้องสปายขายมานานกว่า 10 ปีแล้ว และเคยนำไปใช้หลายครั้ง ภาพที่ได้คมชัดดีไม่มีปัญหา กล้องส่วนใหญ่ที่นำมาขายผลิตในประเทศจีน เพราะราคาไม่สูงมากคนไทยซื้อได้ ถ้าเป็นของประเทศอื่นคุณภาพจะดีมากแต่ราคาก็แพง สมัยก่อนจะมีขายเฉพาะตามร้านค้าเท่านั้น แต่สมัยนี้หาซื้อได้ง่ายทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต กล้องสปายหรือกล้องนักสืบจะมีผู้มาสอบถามและหาซื้อเป็นครั้งคราว ซึ่งทางร้านจำหน่ายส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาวางโชว์ไว้ จะนำออกมาให้ดูเฉพาะลูกค้าที่สนใจมาสอบถามเท่านั้น “รูปร่างของกล้องสปายก็จะขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานเป็นกรณีไป มีทั้งปากกา แว่นตา กุญแจรถ ฯลฯ กลุ่มที่มาซื้อจากร้าน ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานบริษัทที่ซื้อไปเพื่อทำงานวิจัยหรือติดตั้งเพื่อดู พฤติกรรมของพนักงาน การให้บริการลูกค้า และอีกกลุ่มที่นิยมซื้อใช้คือ งานสายสืบของตำรวจ ตามกฎหมายแล้วบางประเทศการใช้กล้องสปายถือว่าผิด แต่ประเทศไทยการใช้กล้องสปายนั้นไม่มีความผิดเพราะเราดูกันที่เจตนา แต่หากนำไปใช้ในการทุจริตโกงข้อสอบก็ถือว่ามีความผิดอย่างแน่นอน” แหล่งข่าวคนเดิม ให้ข้อมูลต่อว่า กรณีของกล้องแว่นตาและนาฬิกาที่ใช้ในการโกงข้อสอบมหาวิทยาลัยรังสิตตามที่ เป็นข่าวในขณะนี้ เป็นกล้องรุ่น “Camera Eyewear V13” กล้องสปายรุ่นนี้เป็นรุ่นที่นิยมกันมาก เพราะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับแว่นตาของจริง มีช่องสำหรับใส่ไมโครเอสดีการ์ด มีปุ่มสำหรับกดถ่ายและแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องได้นาน 1 ชม. คุณภาพกล้องเมื่อใช้งานจริงจะมีความคมชัดอยู่ที่ 720p โดยกล้องจะอยู่ทางด้านซ้ายของอุปกรณ์และมีปุ่มสำหรับเปิดทำงานและกดถ่าย ส่วนแบตเตอรี่จะอยู่ทางขาขวาของกล้อง จะเดินสายไฟจากแบตเตอรี่ทางด้านขาขวาของแว่นไปสู่แผงวงจรที่อยู่ทางขาซ้าย กล้องในลักษณะนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ภาพสดได้ แต่จะสามารถถ่ายเป็นวิดีโอพร้อมเสียง ส่วนใหญ่กล้องสปายที่ใช้ในประเทศไทยจะมีระบบการทำงานในลักษณะนี้ ซึ่งการใช้กล้องสปายนั้นต้องมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสภาพแสง การใช้งานของแบตเตอรี่ เทคนิคในการใช้งานและความชำนาญ ระยะเป้าหมายกับกล้องแว่นตาที่ต้องการหวังผลจะอยู่ที่ 30-40 ซม.จะให้ความชัดที่ดีที่สุด แต่จากกรณีที่เป็นข่าวเรื่องขนาดของอักษรก็เป็นเรื่องสำคัญด้วย ถ้าเล็กมากไปจะมองไม่เห็น การใช้กล้องสปายมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้ เช่น ตำรวจที่มาซื้อไป ส่วนใหญ่ใช้ในงานสืบสวนติดตามจับกุมคนร้าย การติดต่อล่อซื้อยาเสพติด ขณะที่กลุ่มเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างนำไปใช้ในทางที่ผิด นำไปส่องใต้กระโปรงผู้หญิงหรือแอบถ่ายในห้องน้ำบ้าง “สำหรับเรื่องการโกงข้อสอบที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่า การสอบแต่ละครั้งทางมหาวิทยาลัยควรมีมาตรการในการตรวจสอบที่เข้มงวด มหาวิทยาลัยควรมีเครื่องตรวจอุปกรณ์สิ่งแปลกปลอม ตรวจสอบการติดกล้องที่แว่นตา กระดุม และอื่นๆ อย่างรอบคอบ เพราะการอนุญาตให้นำเอาเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้าไปได้ถือว่ามีความผิด ทางที่ดีควรดำเนินการกับผู้คุมสอบด้วย และที่สำคัญควรตัดสัญญาณคลื่นรบกวนต่างๆ ขณะสอบเพื่อป้องกันการทุจริต” ที่มา คม ชัด ลึก วันที่ 10 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78799-ชำแหละ-กล้องสปาย-สู่ขบวนการทุจริตสอบแพทย์.html

นายกฯสั่งรมว.ศึกษาฯ แจงปมเรียนฟรี 12 ปี-ขรก.ดูงานตปท.เกินอาเซียนออกเงินเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78804-นายกฯสั่งรมว.ศึกษาฯ-แจงปมเรียนฟรี-12-ปี-ขรก.ดูงานตปท.เกินอาเซียนออกเงิ.html

นายกฯ สั่งหน่วยราชการดูงานตปท. ให้เน้นอาเซียนเป็นหลัก ใครไปยุโรป จ่ายเงินส่วนเกินเอง ลั่นไปแล้วต้องเกิดประโยชน์ สั่งรมว.ศึกษา แจงปมเรียนฟรี 12 ปีในร่างรธน.ใหม่ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่สังคมมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อน ต่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าลดการศึกษาภาคบังคับเหลือเพียง 12 ปีจากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดไว้ 15 ปี ว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว. ศึกษาธิการ ทำความเข้าใจกับสังคมว่าสมัยก่อนนั้นเป็นการประกาศนโยบายโดยพรรคการเมือง แต่ไม่มีอะไรรองรับ วันนี้ในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ 12 ปี หมายความว่า อย่างน้อยที่สุด 12 ปี แต่สามารถเกินจากนี้ได้ เพื่อให้สังคมเกิดสบายใจ ทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาภาค บังคับ เพราะถือว่าการศึกษาช่วยพัฒนาบุคลากรในประเทศ และให้รมว. ศึกษาฯ ไปทำกฎหมายให้ชัดเจนว่ารัฐบาลยังสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่ ประถมชั้นปีที่ 1 จนถึงมัธยมชั้นปีที่ 6 เหมือนเดิม นอกเหนือจากนั้น ก่อนการศึกษาในระดับอนุบาล ก็มีความสำคัญ โดยในส่วนนี้รัฐบาลจะดูแลด้วย โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นๆ จะต้องช่วยกันดำเนินการ ส่วนงบประมาณที่ดูแลกระทรวงมหาดไทยมีอยู่แล้ว แต่ก็จะให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าวด้วย เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจรัฐบาล ไม่วิพากษ์ วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ๆ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ในครม. นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับเรื่องการเดินทางไปดูงานหรืออบรมยังต่างประเทศของหน่วยงานต่าง ๆ ว่า ถ้าจำเป็นต้องไปดูงานต่างประเทศ ขอให้อยู่ในประเทศกลุ่มอาเซียนบวก 3 คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน เป็นหลัก ถ้าไปประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้ รวมถึงในประเทศแถบยุโรปต้องแจ้งเหตุความจำเป็นว่าผลจากการดูงานใช้ประโยชน์ ได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้นายกฯเป็นห่วงเกรงว่าสำนักงบประมาณจะลำบากใจ จึงให้ยึดวงเงินในประเทศอาเซียนเป็นหลัก หากไปประเทศนอกเหนือจากนี้ได้ แต่เงินส่วนต่างที่เกินให้จ่ายเอง ขณะที่เอกชนต้องจ่ายเงินเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐให้เบิกตามหลักสูตร ไม่ควรเบิกตามสิทธิเดิม แต่ให้ใช้หลักสูตรเป็นตัวกำหนด และเมื่อไปแล้วต้องมีผลงานกลับมาแสดงให้สังคมเห็นและหน่วยงานต้นสังกัดที่มี คนไปเรียน หรือดูงาน ต้องนำกลับมาทำให้เกิดขึ้นจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหา. ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 10 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78804-นายกฯสั่งรมว.ศึกษาฯ-แจงปมเรียน ฟรี-12-ปี-ขรก.ดูงานตปท.เกินอาเซียนออกเงิ.html

ครูหนุ่ยกำชับโรงเรียนพัฒนาเด็กป.6 เสริมสร้างกระบวนคิด-รับมือสอบอัตนัย”โอเน็ต” อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78788-ครูหนุ่ยกำชับโรงเรียนพัฒนาเด็กป.6-เสริมสร้างกระบวนคิด-รับมือสอบอัตนัย-.html

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ประกาศใช้ข้อสอบอัตนัย ร้อยละ 20 ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2559 นี้ ดังนั้น สทศ.จึงเตรียมคัดเลือกครู บุคลากรทางการศึกษา มาทำหน้าที่ตรวจข้อสอบอัตนัย โดยหลังจากนี้กลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก จะอบรมทำความเข้าใจการตรวจข้อสอบ เช่น การให้น้ำหนักคะแนนไปในทิศทางใด เพื่อให้รู้ถึงแนวทางการตรวจข้อสอบ ตลอดจนนำไปติวหรือสร้างความพร้อมให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประมาณ 8 แสนคนทั่วประเทศ ที่ต้องเข้ารับการทดสอบว่าควรวิเคราะห์และตอบอย่างไร รวมถึงองค์ประกอบการเขียนควรมีอะไรบ้าง ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำให้ข้อสอบโอเน็ตสอดคล้องกับสิ่งที่ครูสอนในห้องเรียน มากยิ่งขึ้น เพราะต่อจากนี้ สทศ.จะต้องออกข้อสอบตามแผนการสอนในแต่ละวิชา ที่สำคัญข้อสอบทุกข้อต้องมีรายละเอียดว่า ก. ข. ค. ง. ข้อไหนถูก ถูกเพราะอะไร และข้อที่ผิดเพราะอะไร การตรวจข้อสอบ 1 ข้อ จะใช้คนตรวจ 3 คน เพื่อนำคะแนนที่ได้ทั้ง 3 มาสรุปเป็นคะแนนเฉลี่ย สมมติว่าข้อสอบภาษาไทยมี 10 ข้อ ในจำนวนนี้ต้องเป็นข้อสอบอัตนัย 2 ข้อ และใช้คนตรวจ 6 คน ถึงจะต้องใช้งบประมาณมาก แต่ต้องทำเพราะจะช่วยให้เด็กมีกระบวน การคิด นำสิ่งที่อ่านมากลั่นกรองแล้วเขียนออกมาเป็นคำตอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการสอบโอเน็ตรอบนี้จะสอบในภาคเรียนที่ 2/2559 ช่วงเดือนก.พ. 2560 ดังนั้นโรงเรียนจึงมีเวลาเตรียมความพร้อมให้กับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งตนกำชับให้โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา เริ่มออกข้อสอบอัตนัยวิชาภาษาไทยในการวัดผลการศึกษาภายในสถานศึกษา เพื่อให้เด็กได้ทดลองทำข้อสอบก่อน แต่สำหรับในวิชาอื่นนั้นคงต้องศึกษาและช่วยเหลือต่อไป เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีความพร้อมแตกต่างกัน ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78788-ครูหนุ่ยกำชับโรงเรียนพัฒนาเด็ก ป.6-เสริมสร้างกระบวนคิด-รับมือสอบอัตนัย-.html

“แพทยสภา” คุมเข้มตัดสิทธิคนโกงสอบเป็นหมอ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78790–แพทยสภา-คุมเข้มตัดสิทธิคนโกงสอบเป็นหมอ.html

นายกแพทยสภา ชี้อาชีพแพทย์ต้องซื่อสัตย์ แนะคัดออก “คนโกง”ข้อสอบตั้งแต่ต้น หวั่นโกงตรวจคนไข้ในอนาคต ยันคุมเข้มขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีการทุจริตสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ว่า คนที่ทุจริตสอบคงเข้ามาเรียนแพทย์ได้ยากแล้ว หรือหากสามารถมาเรียนได้ แต่การจะเป็นแพทย์ได้ต้องมีการสอบใบประกอบวิชาชีพ และขึ้นทะเบียนแพทย์กับแพทยสภา ในกระบวนการนี้จะมีการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้จะไม่อนุญาตให้สอบเป็นแพทย์ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากวิชาชีพแพทย์เป็นวิชาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ต้องมีความซื่อสัตย์ ขนาดข้อสอบยังโกง อนาคตก็อาจจะโกงการตรวจคนไข้ หรือทำเรื่องทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพได้อีก จึงต้องคัดออกไปเสียตั้งแต่แรก นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แพทยสภามีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยตรวจสอบจากบัตรประจำตัวประชาชนว่าเป็นตัวจริงมาสอบหรือไม่ และไม่อนุญาตให้นำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเข้าห้องสอบเลย. ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78790–แพทยสภา-คุมเข้มตัดสิทธิคนโกงสอบเป็นหมอ.html

ศธ.ลั่น”ถอนใบอนุญาต”ทันที รร.กวดวิชาเอี่ยวทุจริตสอบหมอ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78794-ศธ.ลั่น-ถอนใบอนุญาต-ทันที-รร.กวดวิชาเอี่ยวทุจริตสอบหมอ.html

ปลัด ศธ.สั่ง ศธ.ตามติดกรณีทุจริตสอบเข้าเรียนหมอ ม.รังสิต ลั่นถ้าพบโรงเรียนกวดวิชาใดมีเอี่ยว จัดหนักถอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนแน่ วันนี้ (9 พ.ค.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการทุจริตสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (รอบ2) ของมหาวิทยาลัยรังสิต ว่า เมื่อทราบว่ามีโรงเรียนกวดวิชาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปตรวจสอบและสอบถามข้อมูลทันทีว่าเป็นโรงเรียนกวดวิชาแห่งใด ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบชื่อของโรงเรียนกวดวิชาดังกล่าว พบเพียงการโฆษณาชวนเชื่อในเพซบุ๊ค ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าไม่น่าใช่โรงเรียนกวดวิชาที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตาม กฎหมาย แต่น่าจะเป็นการแอบอ้างต้มตุ๋นหลอกลวงนักเรียน นักศึกษา ที่หวังจะอาศัยทางลัดเข้าเรียนต่อ อย่างไรก็ตาม หากสื่อมวลชนหรือประชาชนมีข้อมูลว่าโรงเรียนกวดวิชาแห่งไหนมีพฤติกรรมทุจริต ลักษณะนี้ ขอให้ส่งมายังตน หรือ สช.เพื่อติดตามตรวจสอบและดำเนินการอย่างเด็ดขาด “ถ้ามีข้อมูลขอให้ส่งมาที่ผม ซึ่งผมจะจัดการกับโรงเรียนกวดวิชาแห่งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่กำราบ แต่พบว่าถ้าขึ้นทะเบียนกับ สช.จะสั่งให้ยกเลิกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนประเภทกวดวิชาทันที แต่จากข้อมูลที่ได้รับทำให้เชื่อว่าไม่น่าใช้โรงเรียนกวดวิชาที่ถูกกฎหมาย อาจจะเป็นโรงเรียนกวดวิชาเถื่อน หรือ แก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงเงินจากคนที่หลงเชื่อ ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าโรงเรียนกวดวิชาที่ถูกกฎหมายจะไม่เสี่ยงทำอะไรลักษณะนี้ อีกทั้ง สช.มีกฎหมายควบคุมเข้มข้น มีมาตรการติดตามตลอด”ปลัด ศธ.กล่าว. ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78794-ศธ.ลั่น-ถอนใบอนุญาต-ทันที-รร.กวดวิชาเอี่ยวทุจริตสอบหมอ.html

ศธ.ปรับข้อสอบโอเน็ตภาษาไทย ชั้น ป.6 เป็นแบบอัตนัยในช่วงต้นปีหน้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78786-ศธ.ปรับข้อสอบโอเน็ตภาษาไทย-ชั้น-ป.6-เป็นแบบอัตนัยในช่วงต้นปีหน้า.html

กระทรวงศึกษาธิการขอให้ ทุกโรงเรียนเตรียมพร้อมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 หลังปรับข้อสอบโอเน็ตเป็นแบบอัตนัยในต้นปี 2560 วันนี้ (8 พ.ค.2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ประกาศใช้ข้อสอบอัตนัย ร้อยละ 20 สำหรับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2559 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขอให้ทุกโรงเรียนฝึกฝนนักเรียนให้มีความพร้อมตั้งแต่เปิดภาคเรียนใหม่ ปีการศึกษาที่ 1/2559 โดยโรงเรียนจะต้องเริ่มออกข้อสอบวัดผลภายใน วิชาภาษาไทยเป็นข้อสอบอัตนัย เพื่อให้นักเรียนทดลองทำข้อสอบก่อนที่จะสอบโอเน็ตในช่วงเดือน ก.พ.2560 ส่วนความพร้อมการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบนั้น ขอให้ สทศ.คัดเลือกครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นไปได้ที่ข้อสอบ 1 ข้ออาจจะใช้ผู้ตรวจถึง 3 คน และนำคะแนนที่ได้จากทั้ง 3 คน มาสรุปเป็นคะแนนเฉลี่ย ดังนั้น จึงต้องอบรมครูและบุคลากรที่ได้รับคัดเลือกทั้งในด้านการให้น้ำหนักคะแนน, การแนะแนวให้กับนักเรียนถึงรูปแบบข้อสอบอัตนัย เพื่อให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน รวมถึงองค์ประกอบการตอบข้อสอบ ควรเป็นไปในทิศทางใดเพื่อไม่ให้เสียคะแนน สำหรับการสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้น ป.6 ทั่วประเทศในช่วงเดือน ก.พ.2560 จะมีนักเรียนเข้าสอบกว่า 800,000 คน ชมคลิปข่าว ที่มาข่าวและคลิปข่าวจาก ThaiPBS วันที่ 8 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78786-ศธ.ปรับข้อสอบโอเน็ตภาษาไทย-ชั้น- ป.6-เป็นแบบอัตนัยในช่วงต้นปีหน้า.html