วัน: พฤษภาคม 19, 2016

ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้องเรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา : คำนูณ สิทธิสมาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78891-ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้องเรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา-:-คำนูณ-สิท.html

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฎิรูปประเทศ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn เล่าถึงสถานการณ์การพัฒนาการสอนของโรงเรียนกวดวิชา และปัญหาการศึกษาไทยในระบบโรงเรียนปกติ ระบุว่า เหตุเกิดในโรงเรียนมัธยมปลายที่รวมของเด็กเก่งแห่งหนึ่ง… นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนเก่งหมด เพราะถ้าไม่เก่งจริงคงฝ่าการสอบแข่งขันเข้ามาไม่ได้ และแทบทุกคนเรียนกวดวิชาพิเศษกันหมดเช่นกัน ในชั่วโมงเรียนนักเรียนส่วนใหญ่จึงผ่อนคลาย สนใจการสอนของครูแต่พอประมาณ เพราะในที่สุดก็ต้องไปเรียนซ้ำและเรียนแอดวานซ์ในโรงเรียนกวดวิชานอกเวลา เรียนในชั้นเรียนอยู่ดี ครูผู้สอนก็สอนไปตามหน้าที่ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชนักเพราะรู้อยู่แล้วว่าลูก ศิษย์มีชั้นเรียนพิเศษนอกโรงเรียนกันทุกคน มีอยู่วันหนึ่งนักเรียนคนหนึ่งบังเอิญลาไปต่างประเทศกับพ่อแม่สัปดาห์หนึ่ง เมื่อกลับมาเข้าชั้นเรียนเธอรู้สึกว่าเรียนไม่ทัน จึงยกมือถามครูขอให้ช่วยทบทวนช่วงที่เธอไม่ได้มาเรียนให้หน่อย “เธอก็ไปทบทวนที่โรงเรียนกวดวิชาซี่ เพื่อน ๆ เธอเรียนกันทั้งนั้น…” ครูท่านนั้นจะพูดด้วยความจริงใจหรือประชดไม่อาจทราบได้ ทราบได้แต่เพียงว่านี่คือสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้ ทุกคนรู้ นักเรียนรู้ พ่อแม่รู้ ครูรู้ และยอมรับที่จะอยู่กับมัน นี่เป็นเรื่องที่ผมนำมาเล่าให้ที่ประชุมสปท.วาระปฏิรูปการศึกษาฟังเมื่อวาน นี้ พร้อมทั้งเสนอ 2 ประโยคคีย์เวิร์ด “คืนครูสู่ห้องเรียน” “คืนครูเก่ง ๆ สู่โรงเรียนในระบบ” เรื่องแรกพูดกันมาเยอะแล้ว ครูทุกวันนี้มีกิจกรรมนอกห้องเรียนสารพัด ทั้งอบรม ทั้งวิจัย เพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะของตนเอง ไม่ทำก็ไม่ได้ ลดทอนเวลาอยู่กับการสอนและการติดตามผลการสอนไปมาก ถึงเวลาแล้วที่การประเมินวิทยฐานะของครูจะต้องอยู่ที่ผลลัพธ์การเรียนของนัก เรียนเป็นหลัก ไม่ใช่อยู่ที่ระยะเวลาในการอบรมและประกาศนียบัตรที่ได้รับ แต่เรื่องแรกจะขาดเรื่องที่สองไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ครูเก่ง ๆ ไม่เข้าสู่โรงเรียนในระบบ ไปอยู่หรือไปตั้งโรงเรียนกวดวิชากันหมด หรือบางทีครูเก่งที่อยู่โรงเรียนในระบบก็ไปใช้เวลาหารายได้พิเศษจากโรงเรียน กวดวิชา นักเรียนก็มีความสุขและความกระปรี้กระเปร่าจากการเรียนโรงเรียนกวดวิชาที่มี เทคโนโลยีและเทคนิคการสอนทันยุคทันสมัยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าถึงหัวใจวัย รุ่น โรงเรียนกวดวิชาวันนี้มีหลายรูปแบบ บ้างอาศัยครูเก่ง ๆ บ้างผสมผสานครูเก่ง ๆ กับเทคโนโลยีอย่างลงตัว ครูโรงเรียนกวดวิชาในหลายที่จึงคือโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ นักเรียนเองก็พอใจกับการเรียนกับเครื่องเรียนกับครูแอพมากกว่าเรียนกับครู ป้าในโรงเรียนในระบบ เพราะทวนซ้ำเฉพาะในส่วนที่ยังไม่เข้าใจได้แค่ปลายนิ้ว จะซ้ำกี่รอบก็ได้ ไม่ต้องยกมือถามแล้วรอรับการตอบสนองที่ไม่อาจคาดหมายได้ของครูในโรงเรียนใน ระบบ ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้องเรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบและรัฐจะต้องทบทวนตัวเอง และปฏิรูปใหญ่เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนในระบบมีพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับครู เก่ง ๆ ที่มีจิตใจและเทคนิคการสอนที่เข้าถึงหัวใจของนักเรียนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น น่าเสียดาย วานนี้ผมลืมบอกที่ประชุมสปท.ไปว่าโรงเรียนกวดวิชาที่มีเทคนิคการสอนในระดับ สุดยอดวันนี้ บางแห่งก้าวไปไกลถึงขนาดรับนักเรียนด้วยการสอบเข้ากันแล้ว ครับ – สอบเข้าโรงเรียนกวดวิชา ! รัฐไทยและกระทรวงศึกษาธิการพาประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร นี่ถ้าระบบเปิดโอกาสให้เรียนเฉพาะในโรงเรียนกวดวิชาแล้วไปสอบวัดผลกลางระดับ ชั้นต่าง ๆ โดยเฉพาะมัธยมปลายกันได้ ผู้ปกครองหลายท่านอาจเลือกที่จะทำเช่นนั้น “คืนครูสู่ห้องเรียน” “คืนครูเก่ง ๆ สู่โรงเรียนในระบบ” 2 เข็มมุ่งนี้คือการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง และคือการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงด้วย ต้องทำให้ได้ ! ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 18 พ.ค. 59 เวลา 10:02 น.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78891-ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้อง เรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา-:-คำนูณ-สิท.html
โฆษณา

ยัน”ตกซ้ำชั้น”บันไดปฏิรูปการศึกษา อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78895-ยัน-ตกซ้ำชั้น-บันไดปฏิรูปการศึกษา.html

“บิ๊กหนุ่ย”ชี้เป็น ทางออกสอนเด็กรู้จักรับผิดชอบเตรียมแก้ไขการซ่อมเสริมของครู “บิ๊กหนุ่ย” หารือ “ศรีราชา” หาจุดร่วมปฏิรูปการศึกษา ยืนยันไม่เห็นด้วยให้เด็ก ป.6 เกรดไม่ถึง 2.5 ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนชั้น ม.1 เอง ชี้ทางออกคือ “ตกซ้ำชั้น” เพื่อสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ รวมทั้งจะเร่งแก้ไขการซ่อมเสริมของครูให้มีประสิทธิภาพ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้หารือกับนายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหานโยบายการศึกษา ปัญหาโครงสร้างการศึกษา ระบบจัดหารศึกษา รวมถึงปัญหาคุณภาพผู้เรียน ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการแก้กฎหมายการศึกษา 15 ฉบับ โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เช่น ให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แยกสายสามัญและสายอาชีวะ ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเสนอให้ตั้งสถาบันครูศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตครูที่มีศักยภาพสูง พร้อมรับประกันเงินเดือนครูต้องไม่ต่ำกว่าแพทย์ รวมถึงยังมีแนวคิดให้เด็กที่จบชั้น ป.6 แต่ได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หากไม่มีเงินก็ให้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทุกประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอค่อนข้างเห็นตรงกัน แต่วิธีการแก้ปัญหาอาจจะไม่ตรงกัน โดยตนได้เชิญนายศรีราชามาหารือร่วมกันอีกรอบ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมีแนวคิดจะปรับโครงสร้าง ศธ.ด้วย ดังนั้นจึงอยากมาดูว่าแนวคิดการปรับโครงสร้างของผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็น อย่างไร “ผมได้ถามหลักคิดของคุณศรีราชาที่เสนอให้เด็กที่จบชั้น ป.6 แต่ได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดนั้น เพราะต้องการสร้างแรงจูงใจให้เด็กตั้งใจเรียน อยากให้เด็กขยันเรียน โดยใช้วิธีการบังคับให้เรียน ซึ่งไม่ตรงกับผม ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว น่าจะหาวิธีการอื่นที่ทำให้เด็กตระหนัก ตั้งใจเรียนได้เช่นเดียวกัน อาทิ การเรียนซ้ำชั้น เป็นต้น โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจัง การตกซ้ำชั้นก็เป็นการสร้างความรับผิดชอบ ทำให้เด็กตั้งใจเรียนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมานโยบายตกซ้ำชั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่โรงเรียนไม่ได้ดำเนินการเท่านั้น” รมว.ศธ.กล่าว พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีหลายกระแสพูดว่าการให้เด็กสอบซ่อมเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ทำให้ครูปล่อยผ่าน ส่งผลให้ระบบซ่อมเสริมไม่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ตนจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้การซ่อมเสริมมีได้ประสิทธิภาพจริง โดยระหว่างเรียนครูจะต้องรู้ว่าเด็กของตัวเอง ใครเรียนอ่อน ใครเรียนเก่ง จะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ส่วนที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ปฐมวัยถึงชั้น ป.6 นั้น เรื่องนี้ตนยังไม่ขอตอบ เพราะไม่แม่นเรื่องข้อมูล. ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 19 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78895-ยัน-ตกซ้ำชั้น-บันไดปฏิรูปการศึกษา.html