เดือน: เมษายน 2016

เปิดผลสำรวจ“ต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย” อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78719-เปิดผลสำรวจ“ต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย”.html

ตอบโจทย์ “ดาว์พงษ์” ใช้ผลวิจัยยันต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย เสียงสะท้อนชีวิตม.ปลาย “เหนื่อย เรียนหนัก จะสอบมากไปไหน” เผยต้นทุนทางการศึกษาตลอดชั้นม.ปลายเฉลี่ยคนละ 61,199 บาท พบรายจ่ายแฝงทางการศึกษา “การสมัครสอบ-เรียนพิเศษ” ส่งผลรายจ่ายครัวเรือนรวย-จน ต่างกันเพียง 500 บาท แต่ภาระรายจ่ายต่างกันถึง 5 เท่า ขณะที่เด็กม.ปลายต้องเผชิญสนามสอบเฉลี่ย 6-7 สนาม ด้านผู้ปกครองพร้อมทุ่มทุนแม้ต้องกู้เงินเรียน ชี้กองทุนการศึกษาช่วยปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสเด็กจนเข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาถึง 22% แนะมหาวิทยาลัยลดการสอบตรงผ่านระบบรับสมัครรวมเพื่อลดรายจ่าย เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดผลสำรวจ“ต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย” ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการสสค. กล่าวว่า สืบเนื่องจากได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) โดยได้รับโจทย์ว่า อยากให้เด็กและเยาวชน เรียนอย่างมีความสุข ลดการกวดวิชา ทำกิจกรรมให้มากขึ้น และประเด็นสำคัญคือต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา วันนี้คือการตอบโจทย์ซึ่งมีผลการวิจัยยืนยันชัดเจน โดยได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน-ผู้ปกครองต่อการเตรียมความพร้อม เพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา จากกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นม.ปลาย จำนวน 1,564 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นม.ปลาย จำนวน 511 คน ในเขตอ.เมืองและนอกเขตอ.เมือง พื้นที่กทม.และ 4 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ กาญจนบุรี นครราชสีมา และ สงขลา ระหว่างเดือนมี.ค. – เม.ย. 2559 โดยศึกษาถึงชีวิตในวัยเรียนของนักเรียนในระดับชั้นม.ปลาย ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนพิเศษ การลงทุนเพื่อการศึกษาในระดับชั้นม.ปลายเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา ความคิดเห็นต่อระบบแอดมิชชั่น และข้อเสนอแนะต่อภาครัฐเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอน และการสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า จากการสำรวจการใช้ชีวิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า นักเรียนชั้นม.ปลายเกือบ 50% ใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียล/อินเทอร์เน็ตเป็นกิจกรรมพิเศษนอกเวลาเรียนปกติ มากที่สุดในหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่ 11% ใช้เวลาไปกับการเรียนพิเศษ/กวดวิชาและดูโทรทัศน์/ฟังวิทยุ ในสัดส่วนที่เท่ากัน นอกจากนี้ 10% ใช้เวลาไปกับการพักผ่อนกับครอบครัว 9% ใช้เวลาไปกับการทำการบ้าน ทั้งนี้มีเพียง 7% ที่ใช้เวลาในหนึ่งสัปดาห์ไปกับการอ่านหนังสือเรียน ซึ่งความรู้สึกที่สะท้อนต่อชีวิตในวัยเรียนในระดับชั้นม.ปลายคือ “เหนื่อย เรียนหนัก จะสอบมากไปไหน” นั่นคือเหนื่อยกับการสอบต่างๆและการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนและภาระงานในโรงเรียนที่หนัก และการสอบของประเทศหลายสนามที่มากเกินไป ในส่วนของการเรียนพิเศษของนักเรียนม.ปลายพบว่า นักเรียนชั้นม.ปลาย 60% ที่เรียนพิเศษ ขณะที่อีก 40% ไม่ได้เรียนพิเศษ อย่างไรก็ตามหากจำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจ พบว่า นักเรียน ม.ปลายในกลุ่มรายได้ปานกลางและค่อนข้างมีฐานะมากกว่าครึ่งที่เรียนพิเศษ โดย 5 สาเหตุหลักที่ต้องไปเรียนพิเศษ คือ อยากได้เทคนิคการทำข้อสอบ 36% อยากได้เกรดดีๆเพื่อเรียนต่อ 36% เรียนที่โรงเรียนไม่เข้าใจ/ไม่รู้เรื่องต้องเรียนเพิ่มเติม กลัวสอบตก 33% ต้องเตรียมตัวสอบหลายอย่างเพื่อสอบเรียนต่อ เรียนที่โรงเรียนอย่าง 29% และบางวิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอนแต่ต้องใช้ในการสอบเพื่อเรียนต่อ เช่น ความถนัดทาง สถาปัตย์ วิศวะ เป็นต้น 16% ซึ่งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนพิเศษ นักเรียนชั้นม.ปลายในแต่ละระดับชั้น ม.4-ม.6 มีการลงเรียนพิเศษ/กวดวิชาเฉลี่ย 2-3 วิชาต่อปีการศึกษา มีค่าใช้จ่ายจากการเรียนพิเศษตลอดช่วงชั้นม.ปลาย (ม.4-6) เฉลี่ยคนละ 19,748.43 บาท โดยพบว่าในแต่ละระดับชั้นมีการลงเรียนพิเศษสูงสุดถึง 7 วิชา และต่ำสุด 1 วิชา “ ใน 1 คน จะมีรายจ่ายตลอดการเรียนชั้นม.4-6 ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา เฉลี่ยคนละ 61,199 บาท คิดเป็น 6% ของได้ในครัวเรือน ประกอบด้วย รายจ่ายในโรงเรียน (ค่าเทอม/ค่ารถ/ค่าอาหารกลางวัน) 17,823 บาท รายจ่ายในการเรียนพิเศษ (ค่าเรียนพิเศษ/ค่ารถ/ค่าที่พัก) 22,592 บาท รายจ่ายในการสมัครสอบ (ค่าสมัครสอบ/ค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิ์/ค่ารถ/ที่พัก) 20,040 บาท นอกจากนี้ยังพบค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิ์เฉลี่ยอยู่ที่ 10,610 บาท โดยพบว่ามีการจ่ายเงินค่ามัดจำสูงถึง 91,000 บาท ขณะที่ความพร้อมของผู้ปกครองในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายพบว่า ไม่ว่าผู้ปกครองจะฐานะใดล้วนมีความพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อให้บุตรหลานได้ เรียนต่ออุดมศึกษา แม้ว่าจะต้องไปกู้เงินหรือไม่ก็ตาม โดยพบสัดส่วนการกู้ยืมเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาในครัวเรือนยากจน 52% ฐานะปานกลาง 27% และค่อนข้างมีฐานะ 19%” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว แม้ว่าจะมีนโยบายเรียนฟรีในระดับม.ปลาย โดยรัฐอุดหนุนค่าเทอมและค่าหนังสือตำราเรียน แต่ยังมีรายจ่างแฝงอยู่ โดยพบว่า นักเรียนชั้นม.ปลายที่มีฐานะยากจนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนใกล้เคียงกับ นักเรียนชั้นม.ปลายที่มีฐานปานกลางและกลุ่มที่พอจะมีฐานะ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนของกลุ่มนร.ที่มีฐานะยากจนอยู่ที่ 2,359 บาท/เดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายของกลุ่มที่พอจะมีฐานะอยู่ที่ 2,886 บาท/เดือน ซึ่งต่างกันเพียง 500 บาทเท่านั้น แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงกันแต่ภาระต่างกันเมื่อเทียบกับสัดส่วนของราย ได้ในครัวเรือน โดยรายจ่ายของครัวเรือนยากจนคิดเป็น 26% ของรายได้ครัวเรือน ขณะที่ครัวเรือนที่ค่อนข้างมีฐานะคิดเป็น 5% เท่านั้น ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต่างกันถึง 5 เท่า โดยค่าใช้จ่ายในกลุ่มที่มีฐานะปานกลางและค่อนข้างมีฐานะส่วนใหญ่เป็นค่าใช้ จ่ายเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาต่ออุดมศึกษา เช่น ค่าเรียนพิเศษและค่าสมัครสอบ ขณะที่รายจ่ายในกลุ่มที่ฐานะยากจนเป็นค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าอาหารกลางวัน 89% ตามด้วยค่ารถไปร.ร. 65% และค่าสมัครสอบ 46% ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการสอบเข้าอุดมศึกษาของนักเรียนม.ปลายในปัจจุบันพบว่า นักเรียนในระดับชั้นม.6 เฉลี่ยต้องสอบทั้งสิ้น 6 -7 สนาม ประกอบด้วย การสอบวัดผลของโรงเรียน การสอบ O-NET การสอบ GAT/PAT การสอบวิชาสามัญ 9 วิชา การสอบโควตาของมหาวิทยาลัย สอบตรงของมหาวิทยาลัย สอบแอดมิชชั่น ตามลำดับ โดยพบว่ามีการสมัครสอบตรงเฉลี่ย 2 คณะ การสอบตรงสูงสุด 6 คณะ ต่ำสุด 1 คณะ โดยนักเรียนในระดับชั้นม.ปลายส่วนใหญ่ 64% สะท้อนตรงกันว่า กรณีการรับตรงของสถาบันอุดมศึกษา/มหาวิทยาลัยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กที่ครอบครัวมีฐานะทางการเงินดีและไม่ดี ซึ่งเสียงสะท้อนต่อระบบแอดมิชชั่นของนักเรียนม.ปลายคือ การสอบสอบหลายอย่างมากเกินไป 71% ข้อสอบยากเกินไป ทำให้ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม 57% ช่วงเวลาการสอบตรงกัน ทำให้มีทางเลือกในการสอบสอบไม่กี่แห่ง 46% สนามสอบอยู่ไกล เสียค่าใช้จ่ายมาก 36% และค่าสมัครแพงมาก 35% “หากไม่เปลี่ยนระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างมาก เนื่องจากประเด็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมที่พูดกันมาอีก 10 ปีก็ทำไม่ได้ ดังนั้นผลการวิจัยที่ได้ทำการสำรวจมีข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐดำเนินการ คือ 1.เรื่องการกวดวิชา รัฐต้องมีนโยบายที่จริงจังถ้าต้องการให้ลดต้องลดจริง 2.เรื่องหลักสูตร ข้อสอบยากเกินไป การเรียนรู้ในรร.ไม่สามารถช่วยให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทำอย่างไรให้ครูสอนได้เต็มที่ ดังนั้นนโยบายการคืนครูสู่ห้องเรียน กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ทำได้จริงแค่ไหน 3.การจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าสมัครสอบ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีความสุขมากขึ้น เมื่อลูกหลานเรียน ม.4 ผู้ปกครองต้องรับกรรมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ตรงนี้คือคอขวดสำคัญกับระบบการศึกษา รัฐควรควบคุมค่าสมัครสอบโดยการกำหนดให้เป็นมาตรฐานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และลดจำนวนการสอบเข้าเรียนต่อในอุดมศึกษา” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว ดร.ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากที่ได้วิจัยเรื่อง“ผลลัพธ์จากการให้ทุนการศึกษากรณีศึกษานักเรียนหญิง มัธยมศึกษาตอนปลายที่มีฐานะยากจน” ร่วมกับดร. เจสสิกา เวชบรรยงรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เก็บข้อมูลเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปีพบว่า นักเรียนที่มีฐานะยากจนที่ได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นม.ปลายจะได้รับ โอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับทุน การศึกษา ผลการศึกษาพบว่า เมื่อให้ทุนการศึกษาจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าเรียนต่ออุดมศึกษาในกลุ่ม เด็กยากจนถึง 22% ดังนั้นช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมเข้าสู่อุดมศึกษาที่มีรายจ่ายแฝงอยู่จำนวนมาก การมีกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทางทุนทรัพย์ของรัฐบาลจะมีส่วนสำคัญที่จะปิด ช่องว่างทางการศึกษา นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กทม. กล่าวว่า การสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัย ข้อดีคือเด็กมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ข้อเสียคือการสร้างความเหลื่อมล้ำ ครอบครัวที่มีรายได้มากกว่าก็สามารถตระเวนสอบได้มากกว่า กรณีเด็กเรียนสายอาชีพมีบางส่วนก็อยากเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยแต่เด็ก อาชีวะไม่สามารถสู้กับสายสามัญได้เลย เพราะวิชาที่เรียนในสายอาชีพแตกต่างจากวิชาที่สอบในสายสามัญ ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปเรียนกวดวิชาเพื่อสอบเข้าอุดมศึกษา อย่างไรก็ตามการปฏิรูปการศึกษาไม่ได้อยู่ฝั่งรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ฝั่งผู้ปกครองด้วย ถ้าเด็กมีเป้าหมายที่ชัดเจนมีครูแนะแนวที่เป็นครูแนะแนวจริงคอยให้คำปรึกษา เด็กจะรู้จักตนเองตั้งแต่แรกก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ด้วย รวมทั้งกำหนดมาตรการกับสถาบันกวดวิชา การเปิดต้นทุนต่ำมาก แต่เก็บค่ากวดวิชาแพงมาก และการสอบตรงถ้านำตารางการสอบของแต่ละมหาวิทยาลัยมากาง จะเห็นชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันมาแล้ว ทำให้เด็กต้องไปเสียค่าสมัครสอบหลายที่สอบไม่ตรงกัน แต่ประกาศตรงกัน เรียงลำดับความดังของมหาวิทยาลัย นายอิทธิพล ฉิมงาม ร.ร.สมุทรสาครวิทยาลัย จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า พ่อต้องขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างเป็นอาชีพเสริม เพื่อเตรียมเงินให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายทั้งค่ากวดวิชา ค่ารถ ค่าสมัครสอบ ค่าสนามสอบ 7-8 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากแต่ละวิชาต้องเรียนถึง 3 รอบ เพราะข้อสอบคนละแบบกันทั้ง GAT PAT 1 PAT 2 เนื้อหาเยอะมาก ข้อสอบยากจนเอื้อมไม่ถึง ปัจจุบันข้อสอบ โจทย์ 1 หน้า ตัวเลือก 1 หน้า ถ้าไม่เรียนพิเศษใครจะทำได้ กลายเป็นเด็กถูกมองว่าเด็กขี้เกียจ ไม่ตั้งใจเรียน โง่ ไม่เอาไหน ไม่เอาถ่าน เก่งก็ต้องเก่งให้ถึงที่สุด ขณะนี้ ผมสอบเข้าจุฬาได้ก็จริง แต่อาจจะโง่กว่าคนอื่นก็ได้ “ผมไปสมัครสอบตรงโดยคะแนนยังไม่ออกเลยแต่ก็ต้องไป เราไม่ได้ต้องการจะกั๊กที่นั่ง แต่มหาวิทยาลัยเปิดรับตรง โดยไม่รอผลคะแนน เมื่อคะแนนออกปรากฏคะแนนไม่ถึง แต่ถ้ารอคะแนนออกก่อนก็ไม่ต้องไปไม่ต้องเสียค่าจ่าย ทำให้เด็กต้องเลือกที่นั่งเผื่อ เมื่อประกาศผลได้ที่นั่ง 3 มหาวิทยาลัยก็ต้องสละที่นั่ง บางคนสอบเพื่อเอาศักดิ์ศรี วัดบารมีให้ตนเอง” นายอิทธิพล กล่าว นายพงศธร นามพิลา ร.ร.โซ่พิสัยพิทยาคม จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เรียนมหาวิทยาลัยเปิดก็ได้ ถึงแม้จะอยากเรียนกวดวิชา แต่ต้นทุนเศรษฐกิจฐานะครอบครัวไม่ดีมีหนี้สิน และบึงกาฬไม่มีสถาบันกวดวิชา ถ้าจะเรียนต้องไปเรียนข้ามจังหวัด ทุกวันนี้ได้เงินไป รร.วันละ 40 บาท พ่อแม่จะปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กไม่ต้องเก่งมาก เรียนติดศูนย์บ้างก็ได้จะได้มีประสบการณ์และรู้ว่าจะแก้ไขตนเองอย่างไร คาดหวังแค่ให้เป็นคนดีของสังคมก็เพียงพอแล้ว “ต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน เป็นลูกเกษตรกร ชาวนา ทำไร้ ทำสวน แค่มีเงินมา รร.แต่ละวันก็ยังยาก การจะไปแข่งขันจึงต้องใช้ความพยายามมาก ไม่มีเงินรองรับ ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงระดับอุดมศึกษา อยากให้แก้ไขที่ระบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา โดยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในเรื่องการเรียนรู้ เนื้อหา สอดคล้องกับสิ่งที่จะนำไปใช้ได้จริงและเป็นเนื้อหาที่สามารถสอบเข้า มหาวิทยาลัยได้ จะได้ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชา แค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็พอแล้ว การจะให้ไปสอบรับตรงผมก็คงสู้ไม่ได้ จึงอยากให้เปิดโอกาสให้เด็กชนบท ยากจน ไม่มีทุน บางคนเรียนเก่ง แต่ขาดโอกาสบ้าง รวมทั้ง อยากให้มีครูแนะแนวมีหลักสูตรชัดเจนจริงจัง เพื่อเด็กจะได้รู้จักตัวตนของตนเองไม่ต้องหว่านแห่ แต่มุ่งตรงไปยังเป้าหมายของตนเองเลย” นายพงศธร นายวิทยา สอนเสนา ร.ร.ขุนตาลวิทยาคม จ.เชียงราย กล่าวว่า การศึกษาในปัจจุบันคือธุรกิจการศึกษา จึงอยากจะถามมหาวิทยาลัยว่าต้องการหานักศึกษาหรือหา survivor ค่าใช้จ่ายในการสอบเยอะมาก บางแห่งเปิดรับตรง 3 รอบๆละ 300 บาท และยังมีค่าธรรมเนียม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก มหาวิทยาลัยลัยรับคนไม่ถึง 10% บางแห่งรับ 120 คน คนสอบ 2,000 คน สงสารแม่สอบไม่ติดก็ต้องไปบอกแม่เสียดายเงิน พลาดแล้วพลาดอีก ซึ่งตนสอบมา 7-8 สนามสอบแล้ว เป็นเด็กแอดมิดชั่นปี 2559 แต่ยังไม่มีที่เรียน และเวลาสมัครสอบรับตรง เป็นเทอม 2 ของ ม.6 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อต้องเตรียมสอบ กลางภาค ปลายภาค เก็บคะแนนแต่ละวิชา กีฬาสี กิจกรรมวันสำคัญอีก ข้อสอบเข้ามหาลัยก็ยากมาก ไปเอาข้อสอบ รร.กวดวิชามากออกสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แล้วเด็ก รร.รัฐบาลทั่วไปจะทำอย่างไร เหมือนเป็นการทดสอบสถาบันกวดวิชาว่าเด็กที่มาเรียนในสถาบันกวดวิชาแต่ละแห่ง นั้นใครสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยลัยไหนได้บ้าง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78719-เปิดผลสำรวจ“ต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย”.html
โฆษณา

โครงการคูปองพัฒนาครู ประจำปีงบประมาณ 2559 + รายชื่อหน่วยพัฒนาและหลักสูตรฯ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78722-โครงการคูปองพัฒนาครู-ประจำปีงบประมาณ-2559-+-รายชื่อหน่วยพัฒนาและหลักสู.html

2559-29-59-1

หลักการสอนจริยศึกษา โดย konnthainakrap….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/553143

1. หลักการเบื้องต้นในการสอนจริยศึกษาซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากผลการค้นคว้าวิจัยและจากบาง

ส่วนของวิชาจิตวิทยาการศึกษามีดังนี้

1.1 การสอนจริยศึกษาควรเน้นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในลักษณะบวก ไม่ใช่ ลักษณะลบ เช่นในการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ควรระบุลงไปว่าเพื่อ เสริมสร้างและดำรงรักษาไว้ซึ่งความประพฤติที่ดีของนักเรียนทุกคนในระดับสูง สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไม่บอกแต่เพียงว่าเพื่อให้นักเรียนทุกคนไม่ทำชั่วไม่ ทำบาปเท่านั้นรวมทั้งการยกตัวอย่างประกอบในการสอนก็เช่นเดียวกันครูอาจารย์ ควรจะยกตัวอย่างบุคคลที่มีความประพฤติดีดีกว่าไปยกย่องบุคคลที่มีความ ประพฤติไม่ดี

1.2 จุดประสงค์ที่สำคัญในการสอนจริยศึกษา คือ ความเป็นผู้ปฏิบัติตนของนักเรียนไม่ใช่สอนเพื่อให้ผู้เรียนได้รับแต่เพียง ความรู้ไปเท่านั้น ครูอาจารย์ควรพยายามสอนให้นักเรียนคิดถึงวิชาจริยศึกษาไปในแง่ของการปฏิบัติ มากกว่าในแง่ของการท่องจำวิชาความรู้ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติมีผลต่อความ ประพฤติของผู้เรียนโดยตรง

1.3 ครูอาจารย์จัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมหรือสอดคล้องกับพัฒนาการ ทางด้านสรีรวิทยา ทางด้านจิตวิทยาและทางด้านสังคมวิทยาของนักเรียน ทั้งนี้เพราะการประพฤติหรือการปฏิบัติครอบคลุมไปทั้งภาวะแห่งความสมบูรณ์ของ ร่างกายและจิตใจ และสังคมซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากในเรื่องความประพฤติตนให้มี จริยธรรม

1.4 บทเรียนที่ครูอาจารย์จะสอนนักเรียนนั้นควรจะได้คำนึงถึงความสนใจ ความต้อง การความสามารถ และภูมิหลังของนักเรียนด้วยเสมอ เพราะทั้ง 4 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญมากเกี่ยวกับตัวนักเรียนที่จะช่วยให้ การเรียนรู้บรรลุเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใดการเรียนการสอนจริยศึกษาจะไม่ได้ ผลเต็มที่ถ้าหากบกพร่องหรือขาดองค์ประกอบอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 อย่างนี้ไป

1.5 การสอนจริยศึกษาเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีนั้น ครูอาจารย์ ควรจัดให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในบทเรียน หรือมีการกระทำสิ่งต่าง ๆ รวมกัน รวมถึงการที่นักเรียนได้มีโอกาสแสดงออก ซึ่งความคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือพัฒนาบุคลิกภาพได้อย่างแท้ จริง เช่น การสอนเรื่องความเคารพ (คารวะ)ไม่ใช่เพียงแต่จะให้นักเรียนฟังคำอธิบาย และชมการสาธิตของครูเท่านั้นแต่นักเรียนควรจะได้มีส่วนร่วมโดยการฝึกปฏิบัติ ในการแสดงความเคารพด้วยตนเองรวมทั้งได้มีการอภิปราย และซักถามข้อสงสัยด้วย

1.6 การสอนจริยศึกษาแบบแก้ปัญหาจัดว่าเป็นสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่ได้ผลดี แบบหนึ่งก็ต่อเมื่อปัญหานั้นเป็นเรื่องจริงและมีความหมายต่อตัวนักเรียนเท่า นั้นเด็กในระดับประถมศึกษาเป็นวัยที่เริ่มมีความสามารถที่จะคิดในสิ่งที่ เป็นรูปธรรมเริ่มรู้จักเหตุผล และค้นหาความจริง แม้จะยังคำนึงถึงวัตถุทางกายเป็นหลักอยู่ก็ตามแต่ก็เริ่มเปลี่ยนไปสู่วัย แสวงหาความจริงชอบค้นคว้าหาเหตุผลอันเป็นวัยของเด็กชั้นมัธยมศึกษา ดังนั้นการสนับสนุนให้เป็นผลประโยชน์ และโทษของการปฏิบัติการฝึกหัดให้นักเรียนรู้จักแก้ปัญหาทางด้านจริยธรรมเป็น สิ่งที่จำเป็นมากในการเรียนวิชาจริยศึกษา เพราะการแก้ปัญหาจริยธรรมได้นั้นย่อมสร้างพฤติกรรมหรือพัฒนาบุคลิกภาพให้แก่ นักเรียน ดังนั้นปัญหาที่ครูหยิบยกขึ้นมาจึงควรเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ของชีวิตจริงในปัจจุบันซึ่งมีความหมายและความสำคัญต่อตัวเด็กเสมอ

1.7 จุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษาควรจะต้องมีความสัมพันธ์ กับประสบการณ์ในชีวิตจริงของนักเรียนเสมอกิจกรรมหลาย ๆอย่าง ที่ครูอาจารย์นำมาใช้ควรเป็นกิจกรรมที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงของ นักเรียนได้ด้วยจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ดียิ่งขึ้นอันที่จริง นักเรียนไม่ได้เรียนแต่เฉพาะเนื้อหาหัวข้อจริยธรรมเท่านั้นแต่นักเรียนจะ เรียนวิธีการ หรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูอาจารย์นำมาใช้เป็นวิธีการสอนจริยศึกษาด้วย

1.8 ครูอาจารย์ควรจะให้นักเรียนได้รู้จักสรุปแนวความคิดรวบยอดของเนื้อหา หัวข้อจริยธรรมและสามารถนำเอาแนวความคิดรวบยอดเหล่านั้น ไปใช้กับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในด้านต่าง ๆของชีวิตประจำวันได้ เพราะเนื้อหาหัวข้อจริยธรรมสำหรับแต่ละระดับการศึกษานั้นมีมากจนเป็นการยาก ที่นักเรียนจะจดจำ หรือหยิบยกนำไปใช้ได้หมดการสอนที่เน้นในเรื่องแนวความคิดรวบยอดมีความสำคัญมากสำหรับวิชาจริยศึกษา

1.9 นักเรียนแต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์โดยเฉพาะของตัวเอง นักเรียนจึงสามารถเรียนรู้ได้ตามอัตราและด้วยวิธีการสอนหรือวิถีทางของเขา เองเสมอ ดังนั้น กิจกรรมหรือวิธีสอนและสื่อสารการเรียนที่ผู้สอนจะนำไปสอนจริยศึกษา จึงจำเป็นต้องมีหลาย ๆอย่างแตกต่างกันไปด้วยเพื่อจะได้ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย konnthainakrap

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/553143

ครูเอกชนเฮ!! “บิ๊กหนุ่ย”อนุมัติเพิ่มเงินเดือน 4% ตกเบิกย้อนหลัง ธ.ค. 57 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78710-ครูเอกชนเฮ–บิ๊กหนุ่ย-อนุมัติเพิ่มเงินเดือน-4-ตกเบิกย้อนหลัง-ธ.ค.-57.html

เมื่อวันที่ 27 เมษายน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เห็นชอบจัดสรรเงินอุดหนุนในส่วนเงินเดือนครูเพิ่มให้แก่ครูในสถานศึกษา เอกชน ในอัตราร้อยละ 4 ให้เท่ากับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ขึ้นเงินเดือนแก่ข้าราชการไปเมื่อพ.ศ. 2550 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เสนอ ซึ่งจะครอบคลุมครูในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนที่เพิ่งย้ายไปสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ด้วย ซึ่งจะใช้งบประมาณ 670 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมครูเอกชนทั้งระบบ 140,000 คน เบื้องต้นจะขอให้ สช. ไปเกลี่ยงบของตัวเองมาจัดสรร ถ้าไม่พอก็ให้ทำเรื่องเสนอครม. โดยจะมีผลย้อนหลังเดือนธันวาคม 2557 ขณะเดียวกันยังมอบให้ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.ศึกษารายละเอียดคูปองการศึกษา เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 27เมษายน 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78710-ครูเอกชนเฮ–บิ๊กหนุ่ย-อนุมัติ เพิ่มเงินเดือน-4-ตกเบิกย้อนหลัง-ธ.ค.-57.html

การศึกษาไทยจะเอา “คุณภาพ” หรือ “คุณธรรม” อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78677-การศึกษาไทยจะเอา-คุณภาพ-หรือ-คุณธรรม-.html

ปัจจุบันวงการศึกษาไทย ร้อนระอุขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557) โดยมีคำสั่งเรื่อง “การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค” อันจะมีผลกับการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และคาดว่าคงอีกไม่นาน “หวย” คงมาออกที่การศึกษาระดับสูงด้วยเช่นกัน เพราะต่างก็มีความร้อนแรงไม่แพ้การศึกษาระดับล่าง ในฐานะสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเดียวกัน เรื่องดังกล่าวสืบเนื่องมาจากปัญหาการศึกษาไทยโดยตรงโดยแยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ 2 เรื่องคือเรื่อง คุณภาพ (Quality) และ คุณธรรม (Morality) ปัญหาดังกล่าวนับเป็นปัญหาที่หมักหมมมานานและรอคอยการสะสาง จนเวลาสุกงอมช่วงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติพอดี ในวงการศึกษาไทยเคยปฏิรูปการศึกษาแล้วหลายครั้ง ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) โดยเฉพาะนักเรียน เรียกว่า “สอบตก” โดยถ้าเรามอง “คุณภาพ” การศึกษา นักเรียนมีผลการเรียนในระดับต่ำลงเรื่อยๆ แทบจะรั้งท้ายในอาเซียนเสียด้วยซ้ำ คุณภาพการศึกษาที่เด็กได้รับนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง สถิติต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าระดับการเรียนรู้ของนักเรียนไทยในวิชาหลัก “ลดต่ำลง” ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติอยู่ในระดับที่น่ากังวล คะแนนเฉลี่ยของนักเรียน (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 6) ในวิชาหลักๆ อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ถ้ามองในแง่ “คุณธรรม” การศึกษาไทยได้เผชิญกับปัญหาเรื่องคุณธรรมของนักเรียนมานานแล้ว สาเหตุเกิดจากกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมที่เน้น “การสอนสั่ง” หรือ “ป้อนความรู้” เพียงอย่างเดียว ไม่เน้นการศึกษาเพื่อให้นักเรียนเกิดนิสัยในการแสวงหาความรู้ ข้อนี้จึงดูห่างไกลจากความเป็นจริงในปัจจุบันและเป็นปัญหามากเพราะนักเรียน ที่ผ่านระบบการศึกษาดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาด้านคุณธรรมเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นความเสื่อมถอยด้านคุณธรรมของนักเรียนในฐานะที่เป็นเด็กและ เยาวชนอันจะเป็นกำลังสำคัญของชาติเป็นอย่างดี ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้อง “เลือกข้างการศึกษา” เลือกปฏิรูปในสิ่งที่เหมาะกับบริบทการศึกษาไทย ถ้าท่านเป็นผู้บริหารสถาบันการศึกษา ท่านจะเลือกอย่างไหนระหว่าง “คุณภาพแบบสุดซอย” หรือ “คุณธรรมแบบสุดติ่ง” แต่อย่าลืมสำนวนไทยที่ว่า “จับปลาสองมือ” (จะไม่ได้อะไรเลย) ยังคงใช้ได้แม้อยู่ในยุคดิจิทัล (Digital) ปัจจุบัน ปัญหานี้น่าคิด แต่ความจริงก็ไม่น่าคิดอะไร ถ้าประเทศไทยย้อนดูตัวเองแล้วสำนึกว่าตนเป็น “บ้านพุทธเมืองพุทธ” เหมือนที่ฝรั่งเขารู้กัน แต่นี่เป็นเมืองไทยเลยทำให้ต้องคิด คิดเพราะที่ผ่านมาคนไทยชอบทำอะไรที่เอาง่ายเข้าไว้ อาจเป็นนิสัยของคนไทยก็ว่าได้ โดยเฉพาะการศึกษา วันนี้จึงเดินมาติดกับดักการศึกษาที่ตนได้ทำไว้ ในวงการการศึกษาไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษามาโดยตลอด แก้กันไปแก้กันมา จนทุกวันนี้แทบจะหาคุณภาพไม่เจอแล้ว ยิ่งเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ปัจจุบันนี้ อะไรนิดอะไรหน่อย ก็ต้องเรียกหา “ธรรมาภิบาล” โดยเฉพาะยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังอยู่ในช่วง “สร้างบ้านแปงเมือง” ให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนี้ จะเน้นการสร้างชาติโดยสร้างคนมีคุณธรรม “ไม่โกง” จึงถือว่าเป็นการเปิดทางนำร่องและโหมโรงเรื่องคุณธรรมเป็นอย่างดี ผมว่าการศึกษาไทยควรเปลี่ยนวิธีการคิดและการจัดการได้แล้ว ถ้าเป็นไปได้อยากให้ย้อนกลับไปคิดถึงคำขวัญเก่าๆ แต่ยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน คือ “คุณธรรมนำความรู้” โดยขอให้ถือหลักตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ 1) การศึกษา 2) คุณธรรม 3) ความรู้ 4) คุณภาพ และ 5) การบูรณาการ การศึกษาของมนุษย์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก จะขาดไม่ได้ ยิ่งมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยแล้ว จะทำให้ความรู้เกิดความสมดุลภายในและอยู่ในกรอบแห่งความดีงาม สามารถนำไปสู่การสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพราะมีทั้ง “ดีนอก” และ “ดีใน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามนุษย์รู้จักนำความรู้ไปใช้อย่างบูรณาการเชื่อมโยงในหลายด้านด้วยแล้ว ผมว่าการศึกษาไทยที่ปฏิรูปใหม่จะประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไป ให้ลำดับความสำคัญผิด อาทิ เน้นคุณภาพมาก แต่นักเรียนขาดคุณธรรมผ่านการแสดงออกทางพฤติกรรมความเสื่อมของคุณธรรมอย่าง ชัดเจน ภายใต้อิทธิพลของลัทธิบริโภคนิยมและสุขนิยม หรือการเรียนเพียงเพื่อให้ได้วุฒิบัตรหรือใบปริญญา เป็นเส้นทางแสวงหารายได้และผลประโยชน์เพื่อตนเอง มิใช่เพื่อสังคม การศึกษาจึงเป็นเหมือน “หมาหางด้วน” ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ ซึ่งมีแต่เน้นความรู้ทางหนังสือ รู้แต่อาชีพ ไม่มีธรรมะสำหรับให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มีแต่จะทำให้การศึกษาไร้ค่า เพราะคนเรียนแล้วไป “โกงชาติบ้านเมือง” ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ข้อนี้จึงตกไป ตอนนี้และเวลานี้ “ต้องคุณธรรมนำทุกอย่าง” ควรให้ “พื้นที่คุณธรรม” มีบทบาทมากและเด่นขึ้นในเรื่องการศึกษาไทย อันจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเริ่มตระหนักรู้และพื้นฟูความดี ขณะที่การศึกษาไทยตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ผมเห็นด้วยกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ให้ปฏิรูปการศึกษาเพื่อ “พลิกโฉมการศึกษาไทยใหม่” เป็นการชอบแล้ว เพราะถ้าขืนช้ากว่านี้ การศึกษาไทย “อาจไม่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรม” ฉะนั้นการศึกษาไทยที่กำลังประสบปัญหานี้ จึงจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป สมแล้วที่ว่า “เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ผศ.ดร.โกวิทย์ พิมพวง ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 22 เมษายน 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78677-การศึกษาไทยจะเอา-คุณภาพ-หรือ-คุณธรรม-.html

“ซ้ำชั้น”ทำเด็กตั้งใจเรียน-ตราบาป อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78619–ซ้ำชั้น-ทำเด็กตั้งใจเรียน-ตราบาป.html

เมื่อวันที่ 17 เมษายน นายอดิศักดิ์ มุ่งชู ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) และรองศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เลย เปิดเผยกรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมเสนอมูลผลการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเรียนซ้ำชั้น สำหรับนักเรียนที่เรียนไม่ผ่าน ให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณาว่า ความจริงแนวทางให้เด็กเรียนซ้ำชั้นนั้น โรงเรียนต่างๆ ดำเนินการอยู่แล้ว อย่างสมัยที่ตนเป็นผู้อำนวยการ สพม.เขต 26 (มหาสารคาม) ในปี 2556-2557 มีโรงเรียนในสังกัดให้นักเรียนตกซ้ำชั้นอยู่หลายราย หลังซ่อมเสริมแล้วผลการเรียนและพฤติกรรมของเด็กไม่ดีขึ้น นายอดิศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อทางโรงเรียนเอาจริงโดยการเชิญผู้ปกครองมารับรู้ว่าจะต้องให้เด็กซ้ำ ชั้น ผู้ปกครองจะย้ายลูกไปเรียนโรงเรียนอื่นแทน ลักษณะที่พบคือมักย้ายไปโรงเรียนห่างไกล โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่กี่คน และโรงเรียนต้นทางก็ไม่ได้ติดตามต่อว่าหลังย้ายโรงเรียนแล้วเด็กมีผลการ เรียนอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม มีบางรายที่เด็กรักโรงเรียนเดิมมาก และขออยู่โรงเรียนเดิมแม้จะต้องซ้ำชั้น โดยเคยพบลักษณะนี้ 4-5 คน ซึ่งเด็กก็ยอมรับว่าเป็นผลจากพฤติกรรมตัวเอง เช่น เถลไถล ไม่สนใจเรียน ไม่มาสอบ แต่หลังจากเรียนซ้ำชั้น เด็กจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากเดิมที่ไม่ตั้งใจเรียน ก็หันมาตั้งใจเรียนดีขึ้น นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 17 กลุ่มจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ และสุโขทัย กล่าวว่า เรื่องให้เด็กตกซ้ำชั้น ที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์ทั้งข้อดีและข้อเสีย ฝ่ายที่ไม่อยากให้เด็กตกซ้ำชั้นมองว่าจะกลายเป็นตราบาปของเด็ก ด้านจิตวิทยาส่งผลให้เด็กสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง นอกจากนี้ มองว่าสูญเสียโอกาส สูญเสียทรัพยากร และสูญเสียเวลา ส่วนอีกฝ่ายที่สนับสนุน มองว่าในเมื่อผลการเรียนของเด็กไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานหลักสูตร ก็ควรให้เด็กเรียนซ้ำชั้น เพื่อเพิ่มเติมคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้ตนมองว่าโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ควรร่วมกันดูแลเด็ก เพราะแต่ละคนอาจมีปัญหาไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ หากเป็นนโยบายของ ศธ.ในส่วนของตนพร้อมที่จะนำไปช่วยชี้แจงทำความเข้าใจในที่ประชุมคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78619–ซ้ำชั้น-ทำเด็กตั้งใจเรียน-ตราบาป.html

“ดาว์พงษ์”หวังใช้”สะเต็มศึกษา” ฝึกเด็กคิดวิเคราะห์เป็น-ใช้เหตุผล อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78559–ดาว์พงษ์-หวังใช้-สะเต็มศึกษา-ฝึกเด็กคิดวิเคราะห์เป็น-ใช้เหตุผล.html

7 เม.ย.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาใน สถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ว่า การจัดการสอนสะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมามีโรงเรียนได้นำไปใช้ในการเรียนการสอนมาไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้ว ขณะเดียวกันก็มีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องสะเต็ม ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าควรจะมาร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและชัดเจน โดยร่วมกันวางระบบและแนวทางการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งนี้ หลักการสำคัญของสะเต็มศึกษา คือ การทำให้เด็กมีหลักในการรู้จักคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุใช้ผล และนำความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มาบูรณาการประยุกต์สู่การปฏิบัติจริงได้ “การจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา จะเป็นการฝึกทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กเพื่อการทำงานในอนาคต หรือทักษะในศตวรรษที่ 21 ให้เด็กรู้จักคิดสร้างสรรค์แบบมีวิจารณญาณ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ฝึกนิสัยให้มีความรับผิดชอบอดทน เข้าใจและแก้ปัญหาชีวิตได้ และยังใช้ความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างนวัตกรรมออกมาเป็นชิ้นงาน เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศได้ ส่วนครูผู้สอนนั้นจะต้องสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับสะเต็ม ศึกษาด้วยการปฎิบัติมากขึ้น และต้องทำให้เด็กรู้ว่า เรียนแล้วเด็กจะนำไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้าง เช่น จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตจริงแต่ละวัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเรียนสะเต็มศึกษาจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินให้สอดคล้องกับการเรียนสะเต็ม ศึกษาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ จะต้องมีการพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับการสอนสะเต็มศึกษา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเป็นผู้ดำเนินการ ด้าน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.จะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา ในปีการศึกษา 2559 ใน 2,250 โรงทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายจะอบรมครูใน 3 วิชา ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จำนวน 17,220 คน ในเดือน พ.ค.59 โดยมุ่งเน้นสร้างแรงบันดาลใจและสร้างความรู้เข้าใจถึงการจัดการเรียนการสอน สะเต็มศึกษา ว่าจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเด็กอย่างไรบ้าง เพื่อให้ครูเกิดความรู้สึกที่ดีกับเรื่องสะเต็มศึกษาก่อน ส่วนหลักสูตรที่นำมาใช้อบรมทางสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้รับผิดชอบ ที่มา แนวหน้า วันที่ 7 เมษายน 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78559–ดาว์พงษ์-หวังใช้-สะเต็มศึกษา- ฝึกเด็กคิดวิเคราะห์เป็น-ใช้เหตุผล.html