ศธ.สั่งทบทวนแผนเผชิญภัยพิบัติ จี้ทุกโรงเรียนซ้อมหนีไฟ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78943-ศธ.สั่งทบทวนแผนเผชิญภัยพิบัติ-จี้ทุกโรงเรียนซ้อมหนีไฟ.html

“ดาว์พงษ์” เผยช็อกกับเหตุการณ์ไฟไหม้หอพักนักเรียนหญิงรร.พิทักษ์เกียรติ เชียงราย สั่งโรงเรียนทั่วประเทศเข้ม ซ้อมหนีไฟ ทบทวนแผนเผชิญ ภัยพิบัติต่าง ๆ วันนี้(23 พ.ค.)พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณี เกิดเหตุเพลิงไหม้หอพักนักเรียนหญิงของโรงเรียนพิทักษ์เกียรติ จ.เชียงราย จนเป็นเหตุให้นักเรียนได้รับบาดเจ็บ 5 คน สูญหาย 19 คน และเสียชีวิต 17 คน ว่า รู้สึกเสียใจมาก ซึ่งในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปจัดทำคู่มือเตรียมพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติ โดยให้จำแนก เหตุภัยพิบัติที่เกิดในแต่ละพื้นที่ด้วย อาทิ ภาคเหนือ เหตุแผ่นดินไหว ภาคใต้เกิดสึนามิ รวมถึงปัญหาอัคคีภัย เป็นต้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยต่าง ๆ จะได้เป็นแนวทางให้โรงเรียนได้แก้ไขปัญหา และให้ใช้กับสถานศึกษาทุกแห่ง ไม่เฉพาะสพฐ.เท่านั้น รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และนำมาซึ่งความสูญเสียมากขนาดนี้ ได้ย้ำ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.ไปทบทวนระเบียบแผนในการเผชิญเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งตามภาพข่าว อาคารที่ไหม้ ไม่ใช่อาคารสูง แต่เด็กเป็นเด็กเล็ก เสียชีวิตจากการสำลักควันไฟ ดังนั้น ทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชนทุกแห่ง ควรจะมีการซักซ้อม การหนีไฟ ไม่เฉพาะโรงเรียนกินนอนเท่านั้น แต่โรงเรียนปกติทั่วไปก็ควรซักซ้อมด้วย โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอาคารสูง ก็ต้องซักซ้อม เราคงจะยอมให้เกิด เหตุซ้ำแบบนี้อีกไม่ได้ ทั้งนี้ตนได้มอบให้สช.ไปดูแลว่า จะสามารถช่วยเหลือเด็กที่เสียชีวิต รวมเด็กที่ได้รับบาดเจ็บได้อย่างไรบ้าง แล้วกลับมารายงานให้ตนรับทราบ เรื่องนี้ศธ.ไม่นิ่งนอนใจแน่นอน “ผมรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็ก และมีคำถามว่า ครูเวรอยู่ที่ไหน เพราะโดยปกติแล้ว หอพักของนักเรียน ต้องมีครูเวรอยู่ประจำประมาณ 2 คน จากนี้ศธ. จะใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส ในเรื่องการป้องกันปัญหา และซักซ้อมความปลอดภัย ไม่ใช่จะเอาชีวิตเด็กมาเป็นเครื่องมือ แต่เราไม่อยากให้มีการสูญเสียในลักษณะเกิดขึ้นอีก ซึ่งเชื่อว่า ทั้งผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและครอบครัวเด็กทุกคนก็ช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว ที่มา เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:04 น.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78943-ศธ.สั่งทบทวนแผนเผชิญภัยพิบัติ-จี้ทุกโรงเรียนซ้อมหนีไฟ.html

แนะเฟ้นหลักสูตรสอนดึงเด็กเรียน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78935-แนะเฟ้นหลักสูตรสอนดึงเด็กเรียน.html

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวตอนหนึ่งในเวทีการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย หัวข้อ “ทางเลือกของการเรียนรู้” จัดโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบการศึกษา มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ว่า ประเทศไทยใช้ระบบการศึกษาทางเดียวมานาน ซึ่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีหลักการที่ดีแต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะการเรียนรู้ควรมีหลากหลายทางเลือกให้กับกลุ่มคนที่แตกต่างกัน เนื่องจากจุดอ่อนของผู้ที่จบการศึกษาในระบบของไทยคือทำงานไม่เป็น ไม่อดทน และไม่รับผิดชอบ หากรวบรวมผู้ที่มีศักยภาพในสังคมจัดตั้งเป็นคณะทำงานยุทธศาสตร์เพื่อการ ศึกษาแบบไม่เป็นทางการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมกับศึกษาถึงแนวทางที่จะปลดล็อกในเรื่องต่างๆ ด้านนางกนกพร สบายใจ รองเลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย เครือข่ายบ้านเรียน กล่าวว่า การจัดการศึกษาแบบบ้านเรียนได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเน้นการพัฒนาศักยภาพตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนเป็นตัวตั้ง ใน 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อช่วยลดช่องว่างการเรียนรู้ของโรงเรียนในระบบที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความ หลากหลายของผู้เรียนได้ ส่วนนายศิระพจต์ จริยาวุฒิกุล ผอ.วชช.สระแก้ว กล่าวว่า วิทยาลัยเปิดสอนระดับอนุปริญญาให้กับคนในชุมชน โดยหลักสูตรการสอนมาจากความต้องการของผู้เรียนที่ตรงกับแนวโน้มการมีงานทำใน ชุมชน เช่น โลจิสติกส์และการค้าชายแดน การสาธารณสุขชุมชน การเกษตรอินทรีย์ หรือภาษากัมพูชาเพื่อผู้ประกอบการ ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78935-แนะเฟ้นหลักสูตรสอนดึงเด็กเรียน.html

ทุกข์ของคุณครู อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78936-ทุกข์ของคุณครู.html

เลาะเลียบคลองผดุงฯ ตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com แล้วรายการนายกรัฐมนตรี พบเพื่อนครู คืนความสุขให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้ มีคุณครูกว่า 25,000 คนที่ตบเท้าเข้าร่วมงานพร้อมกับครู 720,000 คน ที่ชมการถ่ายทอดสดผ่าน ETV ในส่วนภูมิภาค เชื่อว่าน่าจะจบลงด้วยความชื่นมื่น ต้องถือเป็นความสำเร็จในการออกมาอธิบายความการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปการ ศึกษา ประชารัฐ ของภาครัฐให้กระจ่าง และเป็นการดับข่าวลืออันอาจนำไปสู่กระแสให้เกิดแรงป่วนในกระทรวงศึกษาธิการ ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่านตาม ม.44 ของ คสช.ก่อนหน้านี้ เท่าที่รับรู้สิ่งที่ยกขึ้นมากล่าวในวันนั้น ว่าไปแล้วก็เคยพูดกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกี่ยวโยงไปถึงการพัฒนาผู้เรียนให้มี ทักษะในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือแม้เรื่องสะเต็มศึกษา (STEM Education) คนในภาคปฏิบัติยังอยู่ในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ ดูเชิง ใครจะอึดกว่ากัน หรือเรื่องคนไทยควรรู้ประวัติศาสตร์ไทย เรียนแล้วไม่มีงานทำ เรื่องการดูแลครู เด็กต้องอ่านออกเขียนได้ ครูเรียนรู้ไปพร้อมเด็ก ไปจนถึงเรื่องงบประมาณ คุยกันมากี่รอบแล้ว แถมวันนี้ ยังต้องคุยกันมากกว่าเดิมเสียอีก หรืออาจจะเป็นเพราะว่า คุยกันคนละเรื่องเดียวกัน แต่ก็พยักหน้าทำทีว่าเห็นเหมือนกัน แล้วต่างฝ่ายก็แยกย้ายกันกลับแบบสบายใจชั่วคราว ไม่มีข้อกำกับ ไม่มีตัวชี้วัด ผู้บริหารก็รอรับนโยบายใหม่ คุณครูก็กลับไปทำหน้าที่เหมือนเดิมกับ งานเดิมๆ การจะคืนความสุขให้ครูนั้น รัฐบาลเดินทางมาถูกจุดแล้ว แต่ยังเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ลูกศิษย์เรียนจบแล้วไม่มีงานทำ ศิษย์ประพฤติตนในทางเสื่อมในสังคม ขาดความรู้ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติของตนเอง นี่น่าจะเป็นเรื่องทุกข์ของคุณครู คุณครูส่วนใหญ่ไม่ได้ทุกข์เรื่องงบประมาณ เรื่องการดูแล พร้อมเปิดโลกทัศน์เรียนรู้ไปกับเด็กและพัฒนาตนเอง ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับรัฐบาลตลอดมา ยืนยันจากรมว.ศธ.ช่วงแรกๆ ที่มาทำงานนั้น ครูมักถาม เพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อเด็ก วันนี้พบว่า ถามเพื่อตนเองลดลงมาก อย่างไรก็ตามหากทั่นจะเปลี่ยนเป็นฟังเสียงจากคุณครูให้มากกว่าผู้บริหาร รับรองว่าดีสุดๆ ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 23 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78936-ทุกข์ของคุณครู.html

แนะเรียนฟรี15ปีให้แค่จนรายได้ต่ำ1.5แสน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78937-แนะเรียนฟรี15ปีให้แค่จนรายได้ต่ำ1.5แสน.html

“สมพงษ์”มองรัฐควรกำหนด มาตรฐานใหม่ขีดเส้นแบ่ง/ไม่ควรปูพรมแจกทุกฐานะ “สมพงษ์” มองเรียนฟรี 15 ปีจะได้รับการสนับสนุนทุกรัฐบาลแม้ยังไม่มีกฎหมายลูก เพราะเป็นนโยบายประชานิยมที่เป็นประโยชน์ แต่ควรขีดเส้นแบ่งลำดับชั้นฐานะของผู้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ โดยให้สิทธิ์เฉพาะครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่า 1.5 แสนบาทต่อปีเท่านั้น ไม่ควรปูพรมแจกให้คนทุกระดับ นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะออกประกาศกระทรวงเรื่องการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายถึง 15 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และจะมีการออกกฎหมายลูกตามมาภายหลังว่า คิดว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเรียนฟรี 15 ปีแน่นอน เพราะการสนับสนุนการเรียนฟรี 15 ปี ถือเป็นนโยบายประชานิยมที่เป็นประโยชน์ และการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้บรรจุเรื่องการเรียนฟรี 12 ปีไว้ในร่าง รธน. ก็เพราะพิจารณาจากงานวิจัย รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษา ว่าควรให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัย ทั้งนี้ การสนับสนุนการศึกษาในระดับปฐมวัยจึงถือว่าเป็นการสร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ เนื่องจากการศึกษาระดับปฐมวัยจะเป็นการสร้างความฉลาดทางการเรียนรู้ ความฉลาดทางอารมณ์ และในประเทศไทยมีกลุ่มเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้รับการศึกษาอยู่กว่า 40% ดังนั้น ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดจึงทำให้ต้องมีการพิจารณาใหม่ว่าควรจะให้การ สนับสนุนกับคนกลุ่มไหนบ้าง เพื่อเป็นการเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ “ในปัจจุบันเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องของการวางอนาคตเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ แต่หากเรายังใช้นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่ทำเหมือนการปูพรม ที่ทุกคนได้รับการสนับสนุนเท่ากันหมด ซึ่งเป็นวิธีที่จัดการง่าย ทำให้คุณภาพหรือประสิทธิภาพการศึกษาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ดังนั้น เราจะต้องช่วยเหลือให้ถูกจุด คือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงการศึกษาปฐมวัย กลุ่มคนยากจน เป็นต้น เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเต็มที่ และจะส่งผลให้เด็กมีโอกาสเข้าเรียนต่อ 22-25%” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในร่าง รธน.ได้กำหนดเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุน ทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา ดังนั้นรัฐจะต้องพิจารณาและตั้งกองทุนให้ดี เช่น ครอบครัวที่ขึ้นทะเบียนรายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท/ปี จะต้องได้รับสวัสดิการอะไรบ้าง และครอบครัวที่มีรายได้มากกว่า 150,000 บาท/ปี จะได้รับอะไรบ้าง เป็นต้น เพราะหากยังใช้วิธีการสนับสนุนที่เท่ากันหมด เด็กที่ครอบครัวอยู่ในฐานะดีก็จะได้รับการสนับสนุนเท่ากับเด็กครอบครัวฐานะ ยากจน “เด็กที่ครอบครัวฐานะดีจะได้หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับเด็กที่อยู่ในฐานะยากจน เดือดร้อนมากกว่า หากได้รับความช่วยเหลือดูแลนี้ก็จะมีความหมายต่อชีวิตของเขามากกว่าเด็กที่ มีฐานะดี” อาจารย์สมพงษ์กล่าว และว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในปัจจุบันนี้การศึกษาปฐมวัยของเราก็ยังสะเปะสะปะอยู่ เอกภาพของเด็กปฐมวัยที่จะมาเป็นฐานของการสร้างชาติในรูปแบบใหม่ก็ยังไม่มี การกำหนด เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมสร้างเด็กที่ถูกทาง จึงคิดว่าเราควรวางเป้าหมายชาติที่ชัดเจน ให้เป็นตัวบอกว่าเด็กจบการศึกษามาแล้ว คุณลักษณะจะเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ….. จะมีการลงประชามติในเดือนสิงหาคม 2559 หากมีการยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ก็จะมีการพิจารณากฎหมายลูกตาม มา แค่กฎหมายลูกอันดับแรกที่คาดว่าน่าจะได้รับการพิจารณาก่อน ก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ถ้าหากรัฐบาล คสช.เน้นและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาเป็นอันดับแรกๆ ด้วยเช่นกัน ก็คาดว่ากฎหมายลูกเกี่ยวกับการเรียนฟรีก็จะได้รับการพิจารณาไปพร้อมๆ กัน. ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 23 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78937-แนะเรียนฟรี15ปีให้แค่จนรายได้ต่ำ1.5แสน.html

ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้องเรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา : คำนูณ สิทธิสมาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78891-ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้องเรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา-:-คำนูณ-สิท.html

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฎิรูปประเทศ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn เล่าถึงสถานการณ์การพัฒนาการสอนของโรงเรียนกวดวิชา และปัญหาการศึกษาไทยในระบบโรงเรียนปกติ ระบุว่า เหตุเกิดในโรงเรียนมัธยมปลายที่รวมของเด็กเก่งแห่งหนึ่ง… นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนเก่งหมด เพราะถ้าไม่เก่งจริงคงฝ่าการสอบแข่งขันเข้ามาไม่ได้ และแทบทุกคนเรียนกวดวิชาพิเศษกันหมดเช่นกัน ในชั่วโมงเรียนนักเรียนส่วนใหญ่จึงผ่อนคลาย สนใจการสอนของครูแต่พอประมาณ เพราะในที่สุดก็ต้องไปเรียนซ้ำและเรียนแอดวานซ์ในโรงเรียนกวดวิชานอกเวลา เรียนในชั้นเรียนอยู่ดี ครูผู้สอนก็สอนไปตามหน้าที่ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชนักเพราะรู้อยู่แล้วว่าลูก ศิษย์มีชั้นเรียนพิเศษนอกโรงเรียนกันทุกคน มีอยู่วันหนึ่งนักเรียนคนหนึ่งบังเอิญลาไปต่างประเทศกับพ่อแม่สัปดาห์หนึ่ง เมื่อกลับมาเข้าชั้นเรียนเธอรู้สึกว่าเรียนไม่ทัน จึงยกมือถามครูขอให้ช่วยทบทวนช่วงที่เธอไม่ได้มาเรียนให้หน่อย “เธอก็ไปทบทวนที่โรงเรียนกวดวิชาซี่ เพื่อน ๆ เธอเรียนกันทั้งนั้น…” ครูท่านนั้นจะพูดด้วยความจริงใจหรือประชดไม่อาจทราบได้ ทราบได้แต่เพียงว่านี่คือสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้ ทุกคนรู้ นักเรียนรู้ พ่อแม่รู้ ครูรู้ และยอมรับที่จะอยู่กับมัน นี่เป็นเรื่องที่ผมนำมาเล่าให้ที่ประชุมสปท.วาระปฏิรูปการศึกษาฟังเมื่อวาน นี้ พร้อมทั้งเสนอ 2 ประโยคคีย์เวิร์ด “คืนครูสู่ห้องเรียน” “คืนครูเก่ง ๆ สู่โรงเรียนในระบบ” เรื่องแรกพูดกันมาเยอะแล้ว ครูทุกวันนี้มีกิจกรรมนอกห้องเรียนสารพัด ทั้งอบรม ทั้งวิจัย เพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะของตนเอง ไม่ทำก็ไม่ได้ ลดทอนเวลาอยู่กับการสอนและการติดตามผลการสอนไปมาก ถึงเวลาแล้วที่การประเมินวิทยฐานะของครูจะต้องอยู่ที่ผลลัพธ์การเรียนของนัก เรียนเป็นหลัก ไม่ใช่อยู่ที่ระยะเวลาในการอบรมและประกาศนียบัตรที่ได้รับ แต่เรื่องแรกจะขาดเรื่องที่สองไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ครูเก่ง ๆ ไม่เข้าสู่โรงเรียนในระบบ ไปอยู่หรือไปตั้งโรงเรียนกวดวิชากันหมด หรือบางทีครูเก่งที่อยู่โรงเรียนในระบบก็ไปใช้เวลาหารายได้พิเศษจากโรงเรียน กวดวิชา นักเรียนก็มีความสุขและความกระปรี้กระเปร่าจากการเรียนโรงเรียนกวดวิชาที่มี เทคโนโลยีและเทคนิคการสอนทันยุคทันสมัยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าถึงหัวใจวัย รุ่น โรงเรียนกวดวิชาวันนี้มีหลายรูปแบบ บ้างอาศัยครูเก่ง ๆ บ้างผสมผสานครูเก่ง ๆ กับเทคโนโลยีอย่างลงตัว ครูโรงเรียนกวดวิชาในหลายที่จึงคือโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ นักเรียนเองก็พอใจกับการเรียนกับเครื่องเรียนกับครูแอพมากกว่าเรียนกับครู ป้าในโรงเรียนในระบบ เพราะทวนซ้ำเฉพาะในส่วนที่ยังไม่เข้าใจได้แค่ปลายนิ้ว จะซ้ำกี่รอบก็ได้ ไม่ต้องยกมือถามแล้วรอรับการตอบสนองที่ไม่อาจคาดหมายได้ของครูในโรงเรียนใน ระบบ ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้องเรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบและรัฐจะต้องทบทวนตัวเอง และปฏิรูปใหญ่เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนในระบบมีพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับครู เก่ง ๆ ที่มีจิตใจและเทคนิคการสอนที่เข้าถึงหัวใจของนักเรียนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น น่าเสียดาย วานนี้ผมลืมบอกที่ประชุมสปท.ไปว่าโรงเรียนกวดวิชาที่มีเทคนิคการสอนในระดับ สุดยอดวันนี้ บางแห่งก้าวไปไกลถึงขนาดรับนักเรียนด้วยการสอบเข้ากันแล้ว ครับ – สอบเข้าโรงเรียนกวดวิชา ! รัฐไทยและกระทรวงศึกษาธิการพาประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร นี่ถ้าระบบเปิดโอกาสให้เรียนเฉพาะในโรงเรียนกวดวิชาแล้วไปสอบวัดผลกลางระดับ ชั้นต่าง ๆ โดยเฉพาะมัธยมปลายกันได้ ผู้ปกครองหลายท่านอาจเลือกที่จะทำเช่นนั้น “คืนครูสู่ห้องเรียน” “คืนครูเก่ง ๆ สู่โรงเรียนในระบบ” 2 เข็มมุ่งนี้คือการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง และคือการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงด้วย ต้องทำให้ได้ ! ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 18 พ.ค. 59 เวลา 10:02 น.
อ่านเพิ่มเติมได้ ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78891-ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนในระบบต้อง เรียนรู้จากโรงเรียนกวดวิชา-:-คำนูณ-สิท.html

ยัน”ตกซ้ำชั้น”บันไดปฏิรูปการศึกษา อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78895-ยัน-ตกซ้ำชั้น-บันไดปฏิรูปการศึกษา.html

“บิ๊กหนุ่ย”ชี้เป็น ทางออกสอนเด็กรู้จักรับผิดชอบเตรียมแก้ไขการซ่อมเสริมของครู “บิ๊กหนุ่ย” หารือ “ศรีราชา” หาจุดร่วมปฏิรูปการศึกษา ยืนยันไม่เห็นด้วยให้เด็ก ป.6 เกรดไม่ถึง 2.5 ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนชั้น ม.1 เอง ชี้ทางออกคือ “ตกซ้ำชั้น” เพื่อสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ รวมทั้งจะเร่งแก้ไขการซ่อมเสริมของครูให้มีประสิทธิภาพ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้หารือกับนายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหานโยบายการศึกษา ปัญหาโครงสร้างการศึกษา ระบบจัดหารศึกษา รวมถึงปัญหาคุณภาพผู้เรียน ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการแก้กฎหมายการศึกษา 15 ฉบับ โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เช่น ให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แยกสายสามัญและสายอาชีวะ ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเสนอให้ตั้งสถาบันครูศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตครูที่มีศักยภาพสูง พร้อมรับประกันเงินเดือนครูต้องไม่ต่ำกว่าแพทย์ รวมถึงยังมีแนวคิดให้เด็กที่จบชั้น ป.6 แต่ได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หากไม่มีเงินก็ให้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทุกประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอค่อนข้างเห็นตรงกัน แต่วิธีการแก้ปัญหาอาจจะไม่ตรงกัน โดยตนได้เชิญนายศรีราชามาหารือร่วมกันอีกรอบ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมีแนวคิดจะปรับโครงสร้าง ศธ.ด้วย ดังนั้นจึงอยากมาดูว่าแนวคิดการปรับโครงสร้างของผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็น อย่างไร “ผมได้ถามหลักคิดของคุณศรีราชาที่เสนอให้เด็กที่จบชั้น ป.6 แต่ได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดนั้น เพราะต้องการสร้างแรงจูงใจให้เด็กตั้งใจเรียน อยากให้เด็กขยันเรียน โดยใช้วิธีการบังคับให้เรียน ซึ่งไม่ตรงกับผม ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว น่าจะหาวิธีการอื่นที่ทำให้เด็กตระหนัก ตั้งใจเรียนได้เช่นเดียวกัน อาทิ การเรียนซ้ำชั้น เป็นต้น โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจัง การตกซ้ำชั้นก็เป็นการสร้างความรับผิดชอบ ทำให้เด็กตั้งใจเรียนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมานโยบายตกซ้ำชั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่โรงเรียนไม่ได้ดำเนินการเท่านั้น” รมว.ศธ.กล่าว พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีหลายกระแสพูดว่าการให้เด็กสอบซ่อมเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ทำให้ครูปล่อยผ่าน ส่งผลให้ระบบซ่อมเสริมไม่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ตนจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้การซ่อมเสริมมีได้ประสิทธิภาพจริง โดยระหว่างเรียนครูจะต้องรู้ว่าเด็กของตัวเอง ใครเรียนอ่อน ใครเรียนเก่ง จะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ส่วนที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ปฐมวัยถึงชั้น ป.6 นั้น เรื่องนี้ตนยังไม่ขอตอบ เพราะไม่แม่นเรื่องข้อมูล. ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 19 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78895-ยัน-ตกซ้ำชั้น-บันไดปฏิรูปการศึกษา.html

คลอดเรียนฟรี 15ปีสัปดาห์นี้ “กำจร”ชง”บิ๊กหนุ่ย”ลงนามประกาศศธ. นักวิชาการหนุนใช้-ไม่ต้องรอรธน.ผ่าน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78869-คลอดเรียนฟรี-15ปีสัปดาห์นี้-กำจร-ชง-บิ๊กหนุ่ย-ลงนามประกาศศธ.-นักวิชากา.html

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ศธ.ทำความเข้าใจกับประชาชนที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการ ศึกษาขั้นพื้นฐานว่าจะลดการอุดหนุนจากเรียนฟรี 15 ปี เหลือ 12 ปี พร้อมทั้งสั่งการให้ ศธ.มาทำกฎหมายให้ชัดเจนว่ารัฐบาลสนับสนุนการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เหมือนเดิมนั้น ตนได้ยกร่างประกาศ ศธ. เรื่องการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเสนอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนามภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับลงประชามติ) แต่จัดทำขึ้นตามนโยบายของ ศธ. เพื่อยืนยันให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสนับสนุนงบประมาณการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้วย ด้านนายภาวิช ทองโรจน์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลคงตัดสินใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาก็ดำเนินโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง และในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาก็ระบุชัดเจนว่ารัฐต้องสนับสนุนการศึกษาไม่ น้อยกว่า 12 ปี และที่ผ่านมานักวิชาการเองก็ถกเถียงมาโดยตลอดว่า 12 ปี ควรจะนับจากการศึกษาภาคบังคับ ที่บังคับเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไปจนถึง ม.6 หรือลงมาในระดับปฐมวัย โดยความเห็นนักวิชาการในขณะนั้นแตกออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรกเห็นว่าควรขยายฐานลงในข้างล่าง ในระดับปฐมวัย เพราะเป็นช่วงสำคัญของการเรียนรู้ มีงานวิจัยรองรับชัดเจน อีกส่วนเห็นว่าไม่ควรทิ้งการศึกษาในระดับ ม.ปลาย ดังนั้นรัฐบาลในขณะนั้นจึงคิดว่า เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดประโยชน์สูงสุด จึงดำเนินโครงการเรียนฟรี 15 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึง ม.6 “คิดว่ารัฐบาลนี้ก็คงคิดเช่นเดียวกับรัฐบาลที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเห็นด้วยหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลคงต้องตัดสินใจ ทำอย่างนี้ จะไปทำอย่างอื่นคงไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาก็ปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอด ซึ่งการออกมาประกาศเช่นนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนสบายใจ ถือเป็นเรื่องดี แต่การสนับสนุนต้องแยกหลายช่องทาง เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนที่เปิดสอนระดับปฐมวัยในสังกัดไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะไปอยู่ในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สังกัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งจะมีศูนย์เด็กเล็กค่อนข้างมาก ส่วนเรื่องงบประมาณในการสนับสนุนนั้นสามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง ทั้งสนับสนุน 100% หรือสนับสนุนบางส่วน อาทิ ระดับ ม.ปลาย ก็อาจสนับสนุนบางส่วนได้ เช่น ค่ากิจกรรมหรือสื่อการเรียนการสอน เป็นต้น” นายภาวิชกล่าว ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีที่มีคนแวดวงการศึกษาบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรณีที่นายกฯให้ไปออกกฎหมายลูกรองรับการอุดหนุนการเรียนฟรี 15 ปีเหมือนเดิม ถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการประชามติ โดยวิจารณ์ว่าเป็นการหาเสียงกับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อให้สนับสนุนร่างรัฐ ธรรมนูญนั้น ส่วนตัว ซึ่งติดตามนายกฯในเรื่องการศึกษามาตลอด มองว่าไม่ใช่การหาเสียงกับพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่เป็นการให้ความสำคัญกับการศึกษาและในร่างรัฐธรรมนูญก็มีหลายมาตราที่พูด ถึงเรื่องการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่มีผู้แย้งว่าถ้าจริงใจจริงก็ควรแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเรื่องอุดหนุน เรียนฟรี 15 ปีก่อนทำประชามตินั้น ตนมองว่าถ้าใครเสนออะไรแล้วต้องแก้ไขตามเลยในทันที จะเป็นการแก้ไขรายมาตราหรือไม่ ซึ่งการแก้ไขทีละมาตรา คงไม่เหมาะสม เพราะขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ได้ผ่านมาแล้ว ส่วนที่แนะให้ใช้คำถามพ่วงนั้น ตนมองว่ารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมไม่เกินหนึ่งคำถาม ซึ่งได้มีการใช้สิทธิถามเรื่องให้รัฐสภาเลือกนายกฯได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีไปแล้ว ฉะนั้นจะมาใช้กับเรื่องนี้ได้อย่างไร เท่ากับขัดกฎหมาย “ถ้าฝ่ายเห็นต่างจะมองว่าเป็นการหาเสียงกับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อให้สนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็มองได้ นายกฯคงต้องใจกว้างรับฟังคำวิจารณ์ แต่ถ้าอยากฟังเสียงพ่อแม่ผู้ปกครองจริงๆ ว่าส่วนใหญ่คิดอย่างไรก็ควรทำประชาพิจารณ์ โดยอาจมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) หรือสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ที่เป็นกลางเป็นผู้ดำเนินการ” นาย สมพงษ์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่านายกฯอาจปล่อยให้มีการถกเถียงระหว่าง 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ให้อุดหนุนเรียนฟรี 12 ปี โดยขยายฐานลงล่างตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึง ม.3 กับอีกฝ่ายที่สนับสนุนการเรียนฟรี 15 ปีเหมือนเดิม จนตกผลึก อย่างฝ่ายนักวิชาการสนับสนุนให้ขยายฐานลงล่าง เพราะงานวิจัยสนับสนุนว่าช่วงปฐมวัยเป็นช่วงที่มีพัฒนาการทางสมองมากที่สุด จึงควรได้รับการสนับสนุน เพียงแต่ที่มีคนติงก็คือ จะขยายฐานลงล่าง ไม่ว่า แต่ไม่ควรตัดข้างบน ฉะนั้นเป็นไปได้ว่านายกฯอาจปล่อยให้ทั้ง 2 ฝ่ายถกเถียงกันจนตกผลึก และเห็นว่าควรอุดหนุนฟรี 15 ปีเหมือนเดิม จึงได้มาสั่งการให้ ศธ.ไปออกกฎหมายลูก รองรับเรื่องนี้ ที่มา มติชน ฉบับวันที่ 18 พ.ค. 2559 (กรอบบ่าย)
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78869-คลอดเรียนฟรี-15ปีสัปดาห์นี้- กำจร-ชง-บิ๊กหนุ่ย-ลงนามประกาศศธ.-นักวิชากา.html

สปท.มีมติ 158 เสียง เห็นชอบรายงาน กมธ.ด้านการศึกษา เสนอพัฒนาครู แก้ปัญหาวิกฤตผลการสอบ O-NET มีแนวโน้มลดต่ำลง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78876-สปท.มีมติ-158-เสียง-เห็นชอบรายงาน-กมธ.ด้านการศึกษา-เสนอพัฒนาครู-แก้ปัญ.html

17 พ.ค. 59 – สปท.มีมติ 158 เสียง เห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เสนอพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นสอนผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองหลังผลการทดสอบ O-NET มีแนวโน้มลดต่ำลง ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การพัฒนาครู: กรณีการแก้ปัญหาวิกฤตผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) มีแนวโน้มลดต่ำลง ด้วยคะแนนเสียง 158 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 3 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 161 คน ด้านนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธาน กมธ. พร้อมคณะ กล่าวว่า หลักสูตรการศึกษาของไทยที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้ครูผู้ ปฏิบัติได้ เนื่องจากครูส่วนใหญ่ยังจัดการเรียนการสอนที่เน้นการบรรยายลักษณะ Passive Learning เป็นส่วนใหญ่ กิจกรรมที่ส่งเสริม Active Learning มีน้อยมาก ผลที่เกิดกับผู้เรียนจึงเป็นเพียงการจำหรือทำตามที่ครูบอกเป็นหลัก และจากผลการวิจัยของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า ปัญหาระบบการศึกษาไทยเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เห็นได้จากผลคะแนนการทดสอบมาตรฐานของนักเรียนไทยทั้งในระดับประเทศและนานา ชาติมีแนวโน้มต่ำลง ทั้งที่มีการทุ่มเทงบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ดังนั้นจึงต้องพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการกำหนดหลักสูตรการพัฒนาครูแนวใหม่ มุ่งเน้นให้ครูได้ลงมือปฏิบัติจริง สามารถนำกระบวนการเรียนรู้นำไปใช้จริงได้ พร้อมกระตุ้นให้ครูมีกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยกันคิด ตามหลักการของชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ หรือผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะเชื่อมโยงเพื่อให้ เกิดการเรียนรู้ในชุมชน ทั้งนี้การพัฒนาครูทุกคนต้องมีการอบรมในรูปแบบดังกล่าวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนครูบรรจุใหม่ ครูจ้างสอน ต้องผ่านการอบรมไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน พร้อมจัดตั้งศูนย์พัฒนาครูประจำจังหวัด จังหวัดละ 1 ศูนย์ ขณะเดียวกันต้องพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนครูในการจัดการเรียนการสอนด้วย พร้อมทั้งต้องมีระบบการนิเทศติดตามและพัฒนาการทำงานของครูในชั้นเรียน การเรียนรู้และพัฒนาจากเพื่อนครูและการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อเน้นการสอนของครูให้น้อยลงและให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และนำมา ปฏิบัติด้วยตนเองมากขึ้น อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง ที่มา สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 เวลา 11.45 น.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78876-สปท.มีมติ-158-เสียง-เห็นชอบ รายงาน-กมธ.ด้านการศึกษา-เสนอพัฒนาครู-แก้ปัญ.html

กำเนิด 4 อาชีพใหม่ไอที อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78848-กำเนิด-4-อาชีพใหม่ไอที.html

โดย…พงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ วงรอบของเทคโนโลยีในปีนี้ ถือว่ามีการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างว่องไวภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เราจะได้เห็นเทคโนโลยีหลายๆ ชนิด ได้เติบโตและออกสู่ตลาดมากขึ้น ดังนั้นอัตราการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรในสาขาวิชาชีพ IT ก็ได้มีการวิวัฒนาการตามเทคโนโลยีออกไปเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่าบุคลากรในสายอาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นก็จะมีความสำคัญต่อองค์กร ยิ่งถ้าหากองค์กรใดที่ไหวตัวตามเทคโนโลยีทัน ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้ไม่น้อย โดยแน่นอนว่าในปีนี้เราจะได้เห็น 4 สายอาชีพใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในวงการ IT ต่อไปนี้อย่างแน่นอน – Machine Learning Specialist กระแสความตื่นตัวของสายอาชีพนี้มีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการที่ Google ได้ออก Intelligent Solution ในนาม AlphaGo ออกมาและทำการแข่งขันชนะแชมป์การแข่งขันโกะของโลก ทำให้เกิดกระแสคำว่า Machine Learning มากขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าองค์กรต่างๆ เริ่มหันมาหาวิธีการทำให้ Machine Learning เกิดขึ้นได้จริงในองค์กร ซึ่งจะช่วยให้องค์กรเองมี Intelligent Platform ในการช่วยงานองค์กรได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สายอาชีพนี้จะเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็วในปีนี้อย่างแน่นอน – Cyber security incident responder อีกหนึ่งกลุ่มของสายอาชีพที่ติดลมบนอยู่ในโผ ก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Cyber Security ซึ่งจะเป็นแนวการหาผู้เชี่ยวชาญ มาทำการวิเคราะห์ระบบขององค์กรว่าจุดใดที่มีช่องโหว่ และมีความสามารถในการปิดช่องโหว่เหล่านั้น รวมถึงแนะนำและศึกษาช่องโหว่ใหม่ๆ เพื่ออุดรูรั่วขององค์กรได้ แต่ในกลุ่มของสายอาชีพนี้ก็ยังมีแยกเป็นแขนงย่อยๆ ลงไปอีกหลายศาสตร์ นอกจากการป้องกันสำหรับบางองค์กรแล้ว จะต้องสามารถหาแนวทางการรับมือแบบฉุกเฉินหากเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดจากภัย Cyber ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่อยู่เหนือการเป็น Cyber Security ทั่วไปอีกขั้นหนึ่ง – Internet of things architect/specialist หากเราจะเป็นคนหนึ่งที่สามารถล่วงรู้และเข้าใจได้ว่าอุปกรณ์ทั่วโลกสามารถ ต่อกันได้อย่างไร และต่อไปในอนาคตยังสามารถเข้าใจได้ว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้อุปกรณ์ที่ มีการใช้งานเพิ่มขึ้นในองค์กร หรือความเหมาะสมกับการนำอุปกรณ์ IOT มาใช้งานในองค์กร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็คงจะเท่ไม่น้อย ซึ่งวันนี้หากจะพูดไปแล้ว ประเทศไทยก็ยังมีคนที่เข้าใจระบบของ IOT แบบลึกซึ้งน้อยถึงน้อยมากๆ ดังนั้นการเข้ามาของ IOT ต่อจากวันนี้ไปจึงจะทำให้สายอาชีพนี้มีความต้องการสูงขึ้นเป็นเงาตาม ตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟันธง!!! – Virtual reality engineer อีกสายอาชีพหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกลืมไปจากเทคโนโลยีที่สำคัญมากๆ อย่างหนึ่งของโลก คือ VR Engineer ซึ่งทั่วไปคงจะเข้าใจว่าการทำงานในสายอาชีพนี้ เพียงเข้าใจระบบการทำภาพแบบ 3D หรือ 4D และคนส่วนมากก็จะยังเข้าใจว่า VR หรือ Virtual Reality นั้น ส่วนมากจะใช้กับการออกแบบเกมหรือภาพยนตร์เพียงเท่านั้น แต่หากจะพูดถึงความสำคัญจริงๆ แล้วนั้นการใช้เทคโนโลยี VR นั้นมีส่วนช่วยให้การทำธุรกิจหลายๆ อย่างมีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น ธุรกิจการบินที่จะสามารถจำลองสถานการณ์การบินจากระบบดังกล่าวได้ โดยใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่มาก หรือการก่อสร้างก็สามารถทำ Virtual Presentation ให้กับเจ้าของโครงการ เพื่อนำเสนองานในรูปแบบที่ลูกค้าได้รับประสบการณ์ ก่อนการใช้งานจริงได้ ซึ่งก็คงจะสร้างความประทับใจให้กับการขายได้อย่างไม่ยากนัก ขอบคุณที่มาจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 16 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78848-กำเนิด-4-อาชีพใหม่ไอที.html

โจทย์ที่ท้าทาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78865-โจทย์ที่ท้าทาย.html

เลาะเลียบคลองผดุงฯ ตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com งานวิจัย “การประเมินผลนโยบายการกระจายอำนาจของไทยระยะ 15 ปี” ของ ผศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ระดับดี สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ประจำปี 2558 มีสาระสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการควรได้ศึกษา ในช่วงเปลี่ยนผ่านปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง แต่ในภาพรวม เมื่อเปรียบเทียบกับความคาดหวังของประชาชน รวมทั้งประเมินในแง่ของความตั้งใจ การเอาจริงเอาจังของภาครัฐที่จะส่งเสริมและผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจแล้ว น่าจะอนุโลมกันได้ เปรียบเทียบประวัติศาสตร์และประสบการณ์ของประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงประมาณเกือบ 20 ปี ที่เริ่มการ กระจายอำนาจมาพร้อมๆ กัน พบว่าไทยอยู่ในระดับสอบผ่านในระดับหนึ่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จัดบริการสาธารณะได้ค่อนข้างดี ขณะที่เรื่องของการให้อำนาจในเชิงความรับผิดชอบในการบริการเชิงภารกิจ การให้งบประมาณและบุคลากรลงไป ภาครัฐไม่ได้ผลักดันเรื่องนี้เท่าที่ควร ในประเด็นนี้การทำงานของภาครัฐถือได้ว่าอาจจะสอบตก อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเห็นหรือความพึงพอใจของชาวบ้าน ภาพรวมพบว่าร้อยละ 60 พอใจกับบริการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้เร็วขึ้น คนยากจนได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับระบบเดิมที่ต้องรอจากจังหวัดหรือส่วนราชการภูมิภาค เมื่อมองไปที่การถ่ายโอนบุคลากรลงไปในท้องถิ่น วิจัย ชิ้นนี้พบว่า มีน้อยมากแค่หลักหมื่นคน ในขณะที่คนอีกหลักล้านยังอยู่ที่ส่วนกลาง ขณะที่อินโดนีเซียมีการถ่ายโอนภารกิจบุคลากรลงไปให้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่โปร่งใสของท้องถิ่น ที่ต้องเสริมพลังและกลไกกระบวนการตรวจสอบจากภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามักจะเน้นการตรวจสอบโดยภาครัฐ แท้ที่จริงแล้วคนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาที่สุด คือ ภาคประชาชน งานวิจัยได้ทิ้งโจทย์ที่ท้าทาย คือ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นภาคีที่ สำคัญในการพัฒนาประเทศและการศึกษาได้อย่างไร ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 17 พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-78865-โจทย์ที่ท้าทาย.html